QR Code
ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2561 ขุนพล แรงงานไทย
2018-05-12
  • นายจ้างไต้หวันพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นอย่างมาก

    นายจ้างไต้หวันพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นอย่างมาก

    กระทรวงแรงงานเตือน หากลดจำนวนแรงงานต่างชาติลง อาจบีบให้นายจ้างย้ายฐานผลิตไปตั้งยังต่างประเทศ
  • นายจ้างไต้หวันพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นอย่างมาก

    นายจ้างไต้หวันพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นอย่างมาก

    นายจ้างไต้หวันพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นอย่างมาก
  • นายหยางเจียจวิ้น (คนนั่งทำมือไขว้) ผู้บัญชาการ สตม.

    นายหยางเจียจวิ้น (คนนั่งทำมือไขว้) ผู้บัญชาการ สตม.

    นายหยางเจียจวิ้น (คนนั่งทำมือไขว้) ผู้บัญชาการ สตม.เตือน อย่าหลงกลคำโฆษณาชวนเชื่อ แรงงานต่างชาติมาเรียนและทำงานที่ไต้หวันพร้อมๆ กันได้
  • ไต้หวันเตรียมเปิดให้เยาวชนจากอาเซียนเข้ามาทำงานภาคการเกษตรได้

    ไต้หวันเตรียมเปิดให้เยาวชนจากอาเซียนเข้ามาทำงานภาคการเกษตรได้

    ไต้หวันเตรียมเปิดให้เยาวชนไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เข้ามาทำงานภาคการเกษตร แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
  • นักศึกษาต่างชาติในไต้หวันทำงานในเวลาจำกัดได้ แต่ต้องรับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานก่อน

    นักศึกษาต่างชาติในไต้หวันทำงานในเวลาจำกัดได้ แต่ต้องรับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานก่อน

    นักศึกษาต่างชาติในไต้หวัน จะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้สัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง หรือเดือนละไม่เกิน 48 ชั่วโมง

 

1. กระทรวงแรงงานเตือน หากลดจำนวนแรงงานต่างชาติลง อาจบีบให้นายจ้างย้ายฐานผลิตไปตั้งยังต่างประเทศ

          ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันกำลังจะทะลุหลัก 680,000 คน ทำให้เกิดความกังวลว่า การที่แรงงานต่างชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อโอกาสทำงานของแรงงานท้องถิ่น กระทรวงแรงงานจึงได้กำหนดดัชนีเตือนภัยแรงงานต่างชาติ เพื่อใช้ควบคุมยอดจำนวนแรงงานต่างชาติ ไม่ให้สูงจนเกินไป แต่การทดลองใช้ดัชนีตัวนี้ กำลังจะครบวาระ 1 ปี ประกอบกับสำนักงานสถิติและบัญชีกลางจะหยุดการสำรวจอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ ส่งผลต่อจัดทำดัชนีเตือนภัยแรงงานต่างชาติ ดังนั้น กระทรวงแรงงานเตรียมทบทวนดัชนีเตือนภัยแรงงานต่างชาติทั้งระบบ โดยจะรวบรวมข้อเสนอและความเห็นจากทุกฝ่าย จากนั้น ค่อยกำหนดทิศทางการปรับปรุงดัชนีดังกล่าว

          กระทรวงแรงงานกล่าวว่า  ดัชนีเตือนภัยแรงงานต่างชาติส่งสัญญาณไปในทางบวก ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถเพิ่มจำนวนแรงงานต่างชาติขึ้นอย่างมากได้ อาจกล่าวได้แต่เพียงว่า ระบบการควบคุมมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามกระทรวงแรงงานย้ำว่า จะสังเกตเห็นได้ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติแม้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการว่างงานของแรงงานท้องถิ่นกลับลดน้อยลง แสดงว่า การนำเข้าแรงงานต่างชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับโอกาสการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากงานที่แรงงานต่างชาติทำ เป็นงานหนัก สกปรกและอันตรายที่แรงงานท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ประสงค์จะทำ นอกจากนี้ แรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นปัจจัยฉุดให้ค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นตกต่ำลง แม้การลดจำนวนแรงงานต่างชาติลง อาจมีผลทำให้ค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ผลเสียคือ นายจ้างอาจย้ายฐานการผลิตไปตั้งยังต่างประเทศ ทำให้แรงงานท้องถิ่นตกงาน ที่สำคัญ ค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นที่ตกต่ำ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาในภาคบริการ ซึ่งไม่ได้เปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติ ดังนั้น ประเด็นที่กล่าวกันว่า แรงงานต่างชาติเป็นต้นเหตุฉุดให้ค่าจ้างของแรงงานท้องถิ่นตกต่ำ จึงไม่มีมูลความจริง

 

 

กระทรวงแรงงานเตือน หากลดจำนวนแรงงานต่างชาติลง อาจบีบให้นายจ้างย้ายฐานผลิตไปตั้งยังต่างประเทศ (Cr:udn.com)

 

2. สตม.เตือน อย่าหลงกลคำโฆษณาชวนเชื่อ แรงงานต่างชาติมาเรียนและทำงานที่ไต้หวันพร้อมๆ กันได้

          ระยะนี้ มีบริษัทจัดหางานบางราย รับสมัครแรงงานต่างชาติมาทำงานที่ไต้หวัน ด้วยโฆษณาที่ว่า สามารถมาเรียนและทำงานที่ไต้หวันพร้อมๆ กันได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยของไต้หวันออกแถลงการณ์กล่าวว่า การเดินทางมาศึกษาต่อที่ไต้หวันต้องขอวีซ่าเข้าเมืองประเภทนักเรียน ไม่ใช่วีซ่าทำงาน ขอให้แรงงานต่างชาติอย่างหลงกลของบริษัทจัดหางานเหล่านี้ เพราะอาจทำให้เสียหายได้

          นายหยางเจียจวิ้น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยไต้หวันกล่าวขณะเดินทางไปพร้อมๆ กับผูอำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอินโดนีเซียประจำไต้หวัน เพื่อไปเยี่ยมให้กำลังใจและรับฟังปัญหาและเสียงสะท้อนจากแรงงานอินโดนีเซียที่เดินทางมาพบหรือนัดกับญาติมิตรที่ห้องโถงสถานีรถไฟไทเป บรรดาแรงงานอินโดนีเซียร้องเรียนกับผู้บัญชาการ สตม. ว่า มีเพื่อนบ้านหลายคน หลงคำชักชวนของบริษัทจัดหางานว่า เดินทางมาเรียนและทำงานที่ไต้หวันพร้อมๆ กันได้ จึงได้ยื่นขอวีซ่านักเรียนเข้ามาเรียนที่ไต้หวัน เมื่อว่างจากการเรียน ได้หางานทำในร้านอาหารเพื่อยังชีพ แต่ถูกจับข้อหาทำงานผิดกฎหมาย ทำให้ยังไม่ทันจบการศึกษาก็ถูกส่งกลับประเทศเสียก่อน

 

นายหยางเจียจวิ้น ผู้บัญชาการ สตม. (คนนั่งทำมือไขว้) เตือน อย่าหลงกลคำโฆษณาชวนเชื่อ แรงงานต่างชาติมาเรียนและทำงานที่ไต้หวันพร้อมๆ กันได้

 

          ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า การเดินทางมาศึกษาต่อที่ไต้หวัน ใช้วีซ่านักเรียน หากจะทำงานอย่างถูกกฎหมาย จะต้องขอใบอนุญาตทำงานจากกระทรวงแรงงาน ซึ่งนักศึกษาต่างชาติ จะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้สัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง หรือเดือนละไม่เกิน 48 ชั่วโมง หากไม่ได้รับอนุญาตถือว่าทำงานผิดกฎหมาย เมื่อตรวจพบ จะถูกส่งกลับประเทศ และจะถูกบันทึกในบัญชีดำ ห้ามเดินทางเข้าไต้หวันอีกเป็นเวลา 1-3 ปี ตามแต่ความร้ายแรงของโทษที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนั้น จึงเตือนแรงงานต่างชาติควรสอบถามสำนักงานตัวแทนของตนในไต้หวันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของตน

          กลโกงที่หลอกให้จ่ายค่าหัวคิวก้อนหนึ่งแล้วจะจัดส่งมาศึกษาที่ไต้หวันพร้อมทั้งทำงานไปด้วยดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิดกับแรงงานอินโดนีเซีย ในส่วนของนักศึกษาและแรงงานไทย แม้จะยังไม่มีข่าวคราวด้านนี้เกิดขึ้น แต่ขอให้ระมัดระวัง อย่างหลงเชื่อกลโกงของพวกมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด

 

นักศึกษาต่างชาติในไต้หวัน จะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้สัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง หรือเดือนละไม่เกิน 48 ชั่วโมง

 

3. ไต้หวันเตรียมเปิดให้เยาวชนไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เข้ามาทำงานภาคการเกษตร แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

          คณะกรรมการการเกษตร ไต้หวัน สาธารณรัฐจีนได้วางแผนอนุญาตให้เยาวชนจากประเทศกลุ่มเป้าหมายของนโยบายมุ่งใต้ใหม่ เข้ามาทำงานด้านการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาภาคเกษตรขาดแคลนแรงงาน ตั้งเป้าจะเริ่มทดลองดำเนินการได้ตั้งแต่ มิ.ย. ศกนี้ เป็นต้นไปเป็นเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ยังจะเปิดอนุญาตให้แรงงานประมงเข้ามาทำงานในภาคการเกษตรช่วงระหว่างที่มีการหยุดทำประมงชั่วคราว ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้เป็นต้นไป โดยหวังว่าจะสามารถแก้ไขสภาพการณ์ขาดแคลนแรงงานในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตลิ้นจี่ในปีนี้

          เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร คณะกรรมการการเกษตรไต้หวันวางแผนจัดทำความตกลงความร่วมมือระหว่างกันกับไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย นายหลินชงเสียน ประธานคณะกรรมการการเกษตรไต้หวันเปิดเผยเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ได้รับการตอบรับด้วยดีจาก 4 ประเทศ เหลือเพียงการจัดทำความตกลงความร่วมมือระหว่างกัน เบื้องต้นจะอนุญาตให้เยาวชนของ 4 ประเทศดังกล่าว โดยขั้นต้นจะเปิดให้เยาวชนจาก 4 ประเทศดังกล่าวทำงานภาคเกษตรได้ประเทศละ 200 คน โดยต้องสมัครล่วงหน้า หวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น และขาดแคลนแรงงานตามฤดูกาล อีกทั้งจากการทดลองดำเนินมาตรการนี้จะสามารถประเมินได้ว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงตามที่หลายฝ่ายห่วงกังวลหรือไม่ โดยปัจจุบันแรงงานผิดกฏหมายในไต้หวันยังคงเป็นแรงงานเวียดนามมีจำนวนมากที่สุด

 

ไต้หวันเตรียมเปิดให้เยาวชนไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เข้ามาทำงานภาคการเกษตร แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

 

          ปัจจุบันความตกลงที่ไต้หวันลงนามกับประเทศต่างๆเรื่องการเปิดให้เยาวชนเดินทางมาท่องเที่ยวและทำงานไปด้วยหรือที่เรียกว่า working holidays นั้นกำหนดอายุระหว่าง 20-30 ปี แต่ความตกลงที่จะจัดทำกับ 4 ประเทศดังกล่าว กำหนดอายุระหว่าง 20-45 ปี ระยะเวลาทำงานอย่างน้อย 180 วัน และอาจขยายเวลาออกไปเป็น 1-2 ปี คาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้เครือญาติของคู่สมรสต่างชาติจาก 4 ประเทศได้ร่วม 150,000 คน

          โดยนายหลินชงเสียนระบุว่า 4 ประเทศอาเซียนนี้ก็ต้องการเทคโนโลยีจากไต้หวัน คณะกรรมการการเกษตรจึงได้วางแผนจะช่วยเหลือเยาวชนที่ความชำนาญเฉพาะด้านได้ออกไปขยายตลาดในต่างประเทศด้วย สำหรับในวันนี้ (26เม.ย.) ได้ส่งนายเฉินจี๋จ้ง รองประธานคณะกรรมการการเกษตรนำคณะเจ้าหน้าที่เดินทางไปร่วมประชุมหารือที่กระทรวงแรงงานเกี่ยวกับการเปิดอนุญาตให้แรงงานประมงเข้ามาทำงานในภาคการเกษตรช่วงระหว่างที่มีการหยุดทำประมงชั่วคราว ขณะที่กรมผลิตผลการเกษตรคาดการณ์ว่าปีนี้ลิ้นจี่จะมีผลผลิตปริมาณมาก เกรงว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวอย่างรุนแรง หากทุกอย่างราบรื่นหวังว่าจะสามารถเปิดทดลองดำเนินการได้ในเดือนหน้า นายหลินชงเสียนชี้ว่า การควบคุมบริหารแรงงานประมงสามารถใช้วิธีเข้าออกเป็นกลุ่มพร้อมกัน อย่างไรก็ดีขั้นตอนต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องสอดคล้องกับกฏหมายการจ้างงาน

 

 ภาคการเกษตรของไต้หวันขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก หากไม่แก้ปัญหา จะส่งผลกระทบเกษตรกรรมที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของไต้หวันตกต่ำ

 

          นายหลินชงเสียนเปิดเผยอีกว่า ค่าจ้างของเยาวชนต่างชาติที่ทำงานตามมาตรการ working holidays จะต่างจากค่าจ้างของแรงงานต่างชาติทั่วไปและจะเร่งหารือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยในเร็ววันนี้ ด้านนายจูเจี้ยนเหว่ย ผอ.กองแนะแนวกล่าวว่า งานขนต้นกล้าข้าวค่าจ้างวันละ 1,800-2,000 เหรียญไต้หวัน ขณะที่งานเก็บเกี่ยวหัวกระเทียมมีค่าจ้างวันละ 1,200-1,500 เหรียญไต้หวัน   

 

 

ภาคการเกษตรของไต้หวันขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ตามชนบทมีแต่เกษตรกรสูงอายุทำงาน     

 

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์

## คลิกที่ไอคอนหูฟังด้านบน เพื่อฟังรายการออนไลน์ หรือคลิกไปที่ "ฟังวิทยุออนไลน์" ที่อยู่แถบด้านล่างซ้ายจอภาพ แล้วเลือกฟังรายการเต็ม 1 ชั่วโมงตามความประสงค์ ซึ่งจะอัพเดททันการณ์ที่สุด ##

สถานที่เช็คอินฮอตที่ฮิตที่สุดในเอเชียประจำปี 2018

ฮอตฮิตติดดาว วันอาทิตย์ที่ 15 ต.ค. 61 - สถานที่เช็คอินฮอตที่ฮิตที่สุดในเอเชียประจำปี 2018

ฮอตฮิตติดดาว วันอาทิตย์ที่ 15 ต.ค. 61 - สถานที่เช็คอินฮอตที่ฮิตที่สุดในเอเชียประจำปี 2018

2018-10-17 19:21:31

 

คลิกฟังรายการออนไลน์ ได้ที่นี่!!!

 

สัปดาห์นี้พาคุณไปติดดาว สถานที่เช็คอินฮอตที่ฮิตที่สุดในเอเชียประจำปี 2018 จากการจัดอันดับของเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยว Klook ซึ่งไต้หวันติดอันดับด้วย คือ "จิ่วเฟิ่น-สือเฟิน-เย๋หลิ่ว" มีอะไรน่าสนใจ เดินทางไปเที่ยวอย่างไร ติดตามได้ในรายการ

จิ่วเฟิ่น

 

สือเฟิน

 

เย๋หลิ่ว

More
ไต้หวันจะไม่แยกค่าจ้างขั้นต่ำและแรงงานต่างชาติออกจากกัน

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561

2018-10-20 06:19:04

 

คลิกฟังรายการออนไลน์ ได้ที่นี่!!!

 

1. ผู้นำคลังสมองระดับชาติของไต้หวันแนะรัฐบาล นโยบายมุ่งใต้ควรเริ่มต้นจากการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงานต่างชาติก่อน

       นายเซียวซินหวง ประธานมูลนิธิเพื่อการแลกเปลี่ยนไต้หวัน-เอเชีย ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองระดับชาติของไต้หวันที่รับผิดชอบผลักดันนโยบายมุ่งใต้ของประธานาธิบดีไช่อิงเหวินกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว CNA ของไต้หวันว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวัน ส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และไทย หวังว่า จะนำความห่วงใยที่มีต่อแรงงานต่างชาติเชื่อมโยงกับเข้ากับนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของรัฐบาล โดยจะเริ่มต้นจากปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติกลุ่มนี้กันก่อน

       เซียวซินหวงกล่าวว่า นโยบายมุ่งสู่ใต้ใหม่ เป็นยุทธศาสตร์ของไต้หวันที่มีต่อประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีมูลนิธิเพื่อการแลกเปลี่ยนไต้หวัน-เอเชีย ทำหน้าที่เป็นคลังสมองสำหรับการผลักดันนโยบายนี้ ซึ่งมีเป้าหมายแผนการหลัก 5 เป้าหมาย โดยจะยึดถือคนเป็นศูนย์กลาง ทำการแลกเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจและการค้ารอบด้านกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และการจะผลักดันการแลกเปลี่ยนกับกลุ่มประเทศตามนโยบายมุ่งสู่ใต้ใหม่ ความคิดในการผูกมิตรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งการจะผูกมิตรกับผู้อื่น ต้องสร้างเสริมเติมเต็มซึ่งกันและกัน และจะต้องลงทุนด้วย โดยมูลนิธิเพื่อการแลกเปลี่ยนไต้หวัน-เอเชีย จะทำหน้าที่อีกเวทีหนึ่ง นอกเหนือจากช่องทางของรัฐบาล เพื่อไปผูกมิตรกับทุกฝ่าย และนี่ก็เป็นเจตนารมณ์ในการร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์กรนอกภาครัฐอื่นๆ จัดตั้งแนวร่วมพันธกิจเอเชีย จับมือการแลกเปลี่ยนรอบด้านกับประเทศในเอเชียมากขึ้น

 

นายเซียวซินหวง ประธานมูลนิธิเพื่อการแลกเปลี่ยนไต้หวัน-เอเชีย สถาบันคลังสมองระดับชาติที่รับผิดชอบผลักดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของรัฐบาล

 

         ประธานมูลนิธิเพื่อการแลกเปลี่ยนไต้หวัน-เอเชียผู้นี้กล่าวว่า มูลนิธิฯ มีกำหนดจัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 20 ต.ค. นี้ เพื่อหารือนโยบายมุ่งสู่ใต้ครั้งใหม่ของรัฐบาล ขณะเดียวกันจะมีการหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงานข้ามชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ควรจะทำอย่างไร? เขาย้ำว่า ควรจะนำความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อแรงงานต่างชาติมาเชื่อมโยงเข้ากับนโยบายมุ่งสู่ใต้ใหม่ เพราะนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ควรเริ่มต้นจากในไต้หวันก่อน ไม่ใช่ไปทำในต่างประเทศ

       จาก สถิติล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2561 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันมี 696,062 คน คาดว่าก่อนสิ้นเดือนกันยายน จะทะลุหลัก 700,000 คน โดยในจำนวนนี้ ทำงานอยู่ในภาคการผลิต 442,383 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 63.55 ส่วนภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่ผู้อนุบาลและผู้ช่วยงานบ้าน 253,679 คนหรือร้อยละ 36.44 หากจำแนกตามสัญชาติ แรงงานอินโดนีเซียมีจำนวนมากที่สุด 262,277 คน ครองสัดส่วน 37.68% อันดับ 2 ได้แก่เวียดนาม มีจำนวน 218,897 ครองสัดส่วน 31.45% อันดับ 3 ได้แก่ฟิลิปปินส์ มีจำนวน 153,678 คน ครองสัดส่วน 22% อันดับสุดท้ายได้แก่แรงงานไทย มีจำนวน 61,207 คน ครองสัดส่วน 8.8%

 

 ควรจะนำความห่วงใยที่มีต่อแรงงานต่างชาติมาเชื่อมโยงกับเข้ากับนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของรัฐบาล

 

2. กระทรวงแรงงานไต้หวันเล็งออกกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำปลายเดือนต.ค.นี้ ไม่แยกแรงงานต่างชาติและค่าจ้างขั้นต่ำออกจากกัน

       กระทรวงแรงงานไต้หวันแถลงว่า ได้มีการร่างกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจเสร็จแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติจากสภาบริหาร คาดว่า จะสามารถประกาศให้สาธารณชนแสดงความเห็นและทำประชาพิจารณ์ได้ในปลายเดือนตุลาคมนี้ หลังประกาศครบกำหนดแล้ว 2 เดือน คาดว่า จะสามารถส่งให้สภานิติบัญญัติพิจารณาอนุมัติได้ในต้นปีหน้า

       กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ร่างกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำฉบับนี้ กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำประกอบด้วยผู้แทนกลุ่มนายจ้าง แรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาลฝ่ายละ 7 คน จัดการประชุมเพื่อพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีในทุกไตรมาสที่ 3 ของปี โดยพิจารณาจากดัชนีผู้บริโภคหรือCPI อัตราการเจริญทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP และอัตราการเพิ่มขึ้นของผลผลิตแรงงานเป็นต้น

       ประเด็นการแยกแรงงานต่างชาติและค่าจ้างขั้นต่ำออกจากกัน ก่อนที่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะออกมา กระทรวงแรงงานได้เชิญผู้แทนฝ่ายต่างๆ มาแสดงความเห็นและทำประชาพิจารณ์แล้ว 5 ครั้ง มีเสียงเสนอให้แยกค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นและแรงงานต่างชาติออกจากกัน แต่กระทรวงแรงงานยืนหยัดในจุดยืนไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ โดยให้เหตุผลว่า ไต้หวันต้องเคารพอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและสากล ซึ่งระบุห้ามมีการเลือกปฏิบัติหรือเหยียดเชื้อชาติ ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงไม่มีนโยบายแยกค่าจ้างของแรงงานต่างชาติออกจากค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากนี้ ไม่ได้ครอบคลุมค่าจ้างของผู้อนุบาลในครัวเรือนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ด้วย

 

ร่างกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำของไต้หวัน จะไม่แยกแรงงานต่างชาติและค่าจ้างขั้นต่ำออกจากกัน

 

       อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคฝ่ายค้านเห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ ยังมีหลายจุดที่ไม่ได้ครอบคลุม เช่น ไม่ได้ระบุสัญญาณเตือนภัยเพดานจำนวนแรงงานต่างชาติ หรือไต้หวันสามารถรองรับแรงงานต่างชาติได้เท่าไหร่? รวมถึงการจ่ายค่าจ้างกรณีที่มีภัยพิบัติธรรมชาติ เป็นต้น ล้วนไม่ได้พูดถึง เสนอให้ปรับแก้ใหม่แล้วค่อยส่งให้สภานิติบัญญัติพิจารณาต่อไป

       เพื่อเพิ่มการคุ้มครองด้านค่าจ้าง จัดให้ตัวเลขและดัชนีทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในเบื้องต้นของผู้ใช้แรงงานไว้ในกฎหมาย กระทรวงแรงงานไต้หวัน จึงได้ร่างกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมา ซึ่งจะทำให้การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นไปอย่างมีกฎเกณฑ์และมีระบบมากขึ้น ฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างไม่ต้องมาเถียงหรือต่อรองกันทุกปี

       ก็เป็นที่สบายใจกันได้แล้ว สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องที่ขอให้มีการแยกค่าจ้างขั้นต่ำและแรงงานต่างชาติออกจากกัน แม้ฝ่ายนายจ้างเรียกร้องมาโดยตลอดโดยอ้างเหตุผลว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ แรงงานต่างชาติในภาคการผลิต ส่วนแรงงานท้องถิ่น แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ซึ่งก็มีนักวิชาการแรงงาน อย่างรองศาสตราจารย์ซินปิ่งหลง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพัฒนาการแห่งชาติ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน หรือไถต้ากล่าวว่า ในไต้หวันยังมีแรงงานท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่รับค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ขณะเดียวกัน แรงงานท้องถิ่นจำนวนมาก แม้จะมีค่าจ้างสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเฉพาะในโรงงานที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นค่าจ้าง โดยอ้างอิงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาที่ทำงานพาร์ทไทม์ ทำงานเสริมนอกเวลาเรียน จะได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ดังนั้นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ จึงมีประโยชน์ ไม่เพียงแค่แรงงานต่างชาติเท่านั้น แรงงานท้องถิ่นก็ได้รับอานิสงค์ไปพร้อมๆ กันด้วย

 

ปัจจุบัน อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 22,000 เหรีญไต้หวันต่อเดือน และจะปรับขึ้นเป็น 23,100 เหรียญในวันที่ 1 ม.ค. 62

 

3. จับ 3 สาวเวียดนามปลอมแปลงวีซ่าเข้าไต้หวัน หลังถูกตรวจพบส่งกลับประเทศ แต่ฉวยโอกาสหลบหนีจากสนามบินเกาสง

       เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมานี้ หญิงเวียดนาม 3 คน ถือวีซ่าเข้าไต้หวันที่ยื่นขอทางออนไลน์ของคนอื่น เปลี่ยนเป็นชื่อของตน ถูกตรวจพบที่สนามบินไถหนาน ห้ามเดินทางเข้าสู่ไต้หวัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองส่งตัวหญิงเวียดนามทั้ง 3 ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติที่นครเกาสง เพื่อรอการส่งกลับ แต่ 1 ในจำนวนนี้ ฉวยโอกาสที่เจ้าหน้าที่เผลอและมีผู้โดยสารกลุ่มใหญ่เดินออกมา หลบหนีออกจากสนามบินเกาสงได้สำเร็จ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด สันนิษฐานว่า น่าจะหลบหนีไปกบดานอยู่ที่บ้านพักแถวเน่ยหูในกรุงไทเป จึงเดินทางไปตรวจสอบ 12 ชั่วโมงต่อมา สามารถจับกุมหญิงเวียดนามรายนี้ได้ แต่พบว่า ได้ปลอมตัวโดยเปลี่ยนทรงผม และเสื้อผ้ากลายไปเป็นคนละคนแทบจำไม่ได้  เจ้าหน้าที่นอกจากตั้งข้อหาปลอมแปลงเอกสารและหลบหนีเข้าเมืองแล้ว หญิงเวียดนามอีก 2 คน ก็ถูกระงับ ส่งกลับประเทศไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบว่ามีขบวนการนอกกฎหมายบงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่

       ไต้หวันยังไม่ได้ให้ฟรีวีซ่าแก่เวียดนาม ชาวเวียดนามที่ประสงค์จะเดินทางเข้าสู่ไต้หวัน จะต้องยื่นขอตรวจลงตราหรือขอวีซ่าเข้าเมืองต่อสำนักงานตัวแทนไต้หวันประจำประเทศเวียดนาม แต่สำหรับชาวเวียดนามที่เคยได้รับวีซ่าเข้าเมืองจากสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปแล้ว สามารถยื่นขอวีซ่าออนไลน์ได้ หญิงเวียดนามทั้ง 3 ใช้วิธีนำเอาเอกสารเข้าเมืองของผู้อื่น ซึ่งยื่นขอผ่านระบบออนไลน์และได้รับอนุมัติแล้ว มาเปลี่ยนเป็นชื่อของตน   

 

หญิงเวียดนาม 3 คนปลอมแปลงวีซ่าเข้าไต้หวัน ถูกตรวจพบเตรียมส่งกลับประเทศ แต่ฉวยโอกาสหลบหนีจากสนามบินเกาสง

 

หญิงเวียดนาม (สวมเสื้อเหลือง) ปลอมวีซ่าถูกปฏิเสธเข้าไต้หวัน ขณะรอการส่งกลับหลบหนีเข้าไทเป ถูกจับ 12 ชม. ต่อมา

 

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์

## คลิกที่ไอคอนหูฟังด้านบน เพื่อฟังรายการออนไลน์ หรือคลิกไปที่ "ฟังวิทยุออนไลน์" ที่อยู่แถบด้านล่างซ้ายจอภาพคอมพิวเตอร์ แล้วเลือกฟังรายการเต็ม 1 ชั่วโมง ##

More
ฝนดาวตกในกลุ่มดาวนายพราน

สัปดาห์นี้มาครบ ฝนดาวตก การแสดงแสงสีเสียง ใบไม้เปลี่ยนสี และออนเซ็น

สัปดาห์นี้มาครบ ฝนดาวตก การแสดงแสงสีเสียง ใบไม้เปลี่ยนสี และออนเซ็น

2018-10-19 22:30:00

ธีระ หยางและอะไรอะไรในไต้หวันสัปดาห์นี้

- เตรียมชมฝนดาวตกกลุ่มดาวนายพรานคืนวันที่ 21 ตุลาคมนี้

- สถานีรถไฟไทจงจะจัดการแสดงแสงสีเสียงที่อาคารสถานีรถไฟเก่าระหว่างวันที่ 19-21 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่ 19.00-21.30 น.

- เริ่มหนาวแล้ว เตรียมตัวไปชมใบไม้เปลี่ยนสีพร้อมแช่ออนเซ็นในไต้หวันกัน

More
เซี่ยสูเหวย (謝淑薇)

เซี่ยสูเหวยเจอคู่ปรับเก่าเขี่ยตกรอบรองเทนนิสหญิงเดี่ยวที่เทียนจินอย่างน่าเสียดาย

เซี่ยสูเหวยเจอคู่ปรับเก่าเขี่ยตกรอบรองเทนนิสหญิงเดี่ยวที่เทียนจินอย่างน่าเสียดาย

2018-10-18 22:30:00

ธีระ หยางและเจาะลึกกีฬาโลกสัปดาห์นี้

- เซี่ยสูเหวย (謝淑薇) เจอคู่ปรับเก่าเขี่ยตกรอบรองเทนนิสหญิงเดี่ยวที่เทียนจินอย่างน่าเสียดาย

- โจวเทียนเฉิงเกือบไม่รอด พลิกกลับมาเอาชนะคู่ปรับจากเกาหลีใต้ได้สำเร็จในแบดชายเดี่ยวเดนมาร์กโอเพ่น

 

More
ปธน. ไช่ฯ (ขวา) ปรบมือต้อนรับขบวนแห่บุปผาชาติ ฉลองวันชาติ

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ 15 ต.ค. 61 ผู้นำไต้หวันย้้ำ 4 หลักการ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ไต้หวัน

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ 15 ต.ค. 61 ผู้นำไต้หวันย้้ำ 4 หลักการ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ไต้หวัน

2018-10-16 19:49:17

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ 15 ต.ค. 61

        ผู้นำไต้หวันย้้ำ 4 หลักการ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ไต้หวัน ในโอกาสวันชาติไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ครบรอบ 107 ปี โดยผู้นำไต้หวันได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ ลานหน้าทำเนียบ ปธน. ไต้หวัน ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติจากทั่วโลก และฝูงชนที่ร่วมฉลองวันชาติ ดังนี้ 

สุนทรพจน์ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน เนื่องในโอกาสฉลองวันชาติครบรอบ 107 ปี สาธารณรัฐจีน
วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2561

      เรียนท่านประธานซูเจียฉวน ประธานการจัดงานและประธานสภานิติบัญญัติ ท่านผู้เกียรติทุกท่าน ตลอดจนพ่อแม่พี่น้องทั่วประเทศที่กำลังชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือทางอินเตอร์เน็ตอยู่ในขณะนี้ อรุณสวัสดิ์ สวัสดีทุกท่านค่ะ

      วันนี้เป็นวันครบรอบ 107 ปีแห่งการสถาปนาประเทศไต้หวันสาธารณรัฐจีน  ในวันนี้มีชาวจีนโพ้นทะเลและมิตรแท้จากทั่วโลกเดินทางมาจากแดนไกล เพื่อเข้าร่วมพิธีฉลองวันเกิดให้แก่ไต้หวันสาธารณรัฐจีน ข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนประชาชนชาวไต้หวัน กล่าวขอบคุณทุกท่านด้วยความใจจริง

      เนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนาประเทศ นอกจากจัดงานเฉลิมฉลองแล้ว ยังต้องไตร่ตรองถึงอนาคตของประเทศชาติด้วย ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทุกประเทศต้องเผชิญกับบททดสอบใหม่อันเนื่องมาจากสถานการณ์โลกที่แปรเปลี่ยนไป แน่นอนเป็นการทดสอบพวกเราทุกคนด้วย รัฐบาลพยายามแสวงหายุทธศาสตร์และแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าขอถือโอกาสในวันนี้ ชี้แจงแนวทางที่รัฐบาลเลือกนำมาใช้ปฎิบัติให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบอย่างละเอียด

        เชื่อว่าทุกท่านคงสังเกตเห็นแล้วว่า สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกกำลังผกผันอย่างรุนแรง ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ส่งผลให้การแบ่งงานในภาคอุตสาหกรรมโลกต้องปรับเปลี่ยนใหม่ อีกทั้งส่งผลกระทบต่อระเบียบของภาคเศรษฐกิจและการค้าโลก ในขณะที่ความสัมพันธ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและสองฝั่งช่องแคบไต้หวันเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น  การท้าทายสถานภาพปัจจุบันในภูมิภาคของจีน กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับจ้องจากประชาคมโลก ไต้หวันซึ่งตั้งอยู่ในแถบตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นด่านแรกที่จะได้รับผลกระทบนี้อย่างรุนแรง

         ในช่วงที่ผ่านมา การกดดันโดยผ่านสื่อและการข่มขู่ด้วยกำลังอาวุธ ตลอดจนการกดดันทางการทูตจากจีน ไม่เพียงทำร้ายความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ยังเป็นการท้าทายสันติภาพ เสถียรภาพและสถานภาพปัจจุบันของช่องแคบไต้หวัน การเผชิญหน้ากับแรงกดดันดังกล่าว มีบางคนหวังว่ารัฐบาลจะเลือกใช้วิธีต่อต้านที่แข็งกร้าวกว่าเดิม แต่มีบางคนเห็นว่าควรใช้วิธีประนีประนอม แต่ขอเรียนทุกท่านว่า สถานการณ์ยิ่งผกผันไต้หวันก็ยิ่งต้องรักษาเสถียรภาพเอาไว้ให้ได้ เราต้องใช้ความสุขุมรอบคอบมารับมือกับแรงกดดัน และใช้ความเยือกเย็นมาแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อความคงอยู่ของชาติ

          จุดยืนที่ข้าพเจ้ายืนหยัดในช่วงเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมาคือ ธำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตตามระบอบเสรีประชาธิปไตยของประชาชนจำนวน 23 ล้านคน ปกป้องการพัฒนาอย่างยั่งยืนของไต้หวันสาธารณรัฐจีน ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในช่องแคบไต้หวันและเสถียรภาพในภูมิภาค นี่คือความเห็นส่วนใหญ่ของชาวไต้หวันทั้งประเทศ และนี่คือสิ่งที่นักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีความรับผิดชอบต้องยืนหยัดที่จะปกป้องให้ถึงที่สุด

 

          ท่ามกลางที่ทั่วโลกกำลังหาทางรับมือกับการขยายอำนาจของจีน รัฐบาลภายใต้การนำของข้าพเจ้าจะทำให้ทั่วโลกมองเห็นความเข้มแข็งของไต้หวัน แผนการปกป้องไต้หวันที่ดีที่สุดคือ ทำให้โลกใบนี้ขาดไต้หวันไม่ได้และไม่มีชาติใดสามารถทดแทนไต้หวันได้

          แรงกดดันจากภายนอกที่พยายามเปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบันของสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน จะไม่ได้รับการยอมรับจากชาวไต้หวัน แนวคิดที่ขัดแย้งกับค่านิยมสากล จะไม่ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากประชาคมโลก

          ข้าพเจ้าขอเรียกร้องทางการปักกิ่งอีกครั้งว่า ประเทศมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ ควรสวมบทบาทเป็นผู้สร้างประโยชน์ให้แก่ภูมิภาคและโลก มิใช่เป็นผู้สร้างความขัดแย้ง

          ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดี ข้าพเจ้าขอรับประกันกับทุกท่านว่า เราจะไม่เพิ่มความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น แต่จะไม่มีวันยอมศิโรราบ  ข้าพเจ้าจะไม่ใช้อารมณ์ชั่ววูบมาตัดสินใจก้าวไปสู่การเผชิญหน้าและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันตกอยู่ในภาวะอันตราย แต่ข้าพเจ้าก็จะไม่ฝ่าฝืนความต้องการของประชาชน ยอมสละอธิปไตยของไต้หวัน ภายใต้สถานการณ์ที่ผกผันเช่นนี้ เราจะประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไม่ได้ การยั่วยุให้เกิดการปะทะกันหรือการประนีประนอม รังแต่จะตอกย้ำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น

          หนทางในการรับมือของเราก็คือ “มั่นคง ปรับตัว และก้าวหน้า”แม้หนทางนี้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ ณ ขณะนี้ เป็นหนทางที่ไต้หวันต้องก้าวไปอย่างมั่นคง

          ยุทธศาสตร์ที่จะสามารถรับมืออย่างได้ผลก็คือ ต้องเสริมสร้างพลังแห่งชาติให้เข้มแข็ง ดังนั้น ภารกิจที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันก็คือ การเสริมความเข้มแข็งให้แก่ความปลอดภัยแห่งชาติ เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เสริมเครือข่ายความมั่นคงทางสังคม และสร้าง “ความแข็งแกร่งให้แก่ไต้หวัน”อย่างต่อเนื่อง ให้ไต้หวันมีพลังอันเข้มแข็ง ยกระดับความสำคัญของไต้หวันในประชาคมโลกที่ไม่อาจมีอะไรมาทดแทนได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญแห่งการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของไต้หวัน

           ความท้าทายที่ประเทศชาติของเรากำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ ไม่ใช่มีเพียงความปลอดภัยด้านการทหารเช่นในอดีตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การกดดันด้านการทูต การแทรกซึมทางสังคม กระทั่งความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ภารกิจเร่งด่วนก็คือ ต้องสร้างยุทธศาสตร์โดยรวมขึ้น เร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ

          เครือข่ายแห่งความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติอันดับแรกก็คือ ต้องเสริมสร้างการเชื่อมต่อด้านการทูตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น สร้างไต้หวันให้มีความสำคัญที่ไม่อาจมีสิ่งอื่นมาทดแทนได้

          ไต้หวันตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งทางยุทธศาสตร์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการแปรเปลี่ยนของสถานการณ์โลก การเลือกใช้ยุทธศาสตร์ของเราแจ่มชัดยิ่ง นั่นก็คือ ยืนหยัดในเสรีภาพประชาธิปไตย และเศรษฐกิจการตลาด คุณค่าพื้นฐานสองประการนี้ ได้ทำให้ไต้หวันกลายเป็นแบบอย่างแห่งประชาธิปไตยในเอเชีย และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

 

          สองปีที่ผ่านมา ภายใต้การกดดันจากจีน เรายืนหยัดในอุดมการณ์ของตน แสดงออกถึงความอดทนอย่างที่สุด ทำให้ประเทศที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกับเรามีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ แสดงจุดยืนสนับสนุนไต้หวัน สาธารณรัฐจีน

           โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา ช่วงที่ผ่านมา นอกจากรัฐสภาจะผ่านกฎหมายที่เป็นมิตรกับไต้หวันหลายฉบับแล้ว ก่อนหน้านี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้ประณามจีนที่กดดันทางการทูต และชื่นชมระบอบประชาธิปไตยของไต้หวัน

           ส่วนญี่ปุ่นที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับไต้หวัน ก็ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนไต้หวันทั้งในเวทีระหว่างประเทศ หรือแสดงความห่วงใยซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติขึ้น ส่งผลให้มิตรภาพระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

          ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก รัฐสภายุโรปก็ได้มีมติ ชื่นชมการพัฒนาประชาธิปไตยของไต้หวัน ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปร่วมแรงร่วมใจสกัดกั้นการใช้กำลังอาวุธยั่วยุไต้หวัน ทำลายสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน

          เรามีพันธมิตรจำนวนมาก ที่เคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนไต้หวัน เรียกร้องให้ความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ควรที่จะขาดไต้หวันไป ในวันนี้ เรามีมิตรที่แสนดีที่ยืนหยัดสนับสนุนไต้หวัน 3 ท่าน มาร่วมฉลองวันชาติของเรา ได้แก่ มาริโอ อับโด เบนิเตซประธานาธิบดีปารากวัย เซอร์ แทพลีย์ ซีตัน ผู้สำเร็จราชการจากเซนต์คิตส์และเนวิส และ อัลเลน แชสแตเนท นายกรัฐมนตรีจากเซ็นต์ลูเซีย

          เราขอถือโอกาสนี้ แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ่งต่อพวกท่านเหล่านี้ ขอให้ทุกท่านปรบมือแสดงความขอบคุณจากใจพร้อมๆ กัน และต้อนรับผู้นำจากแดนไกลทั้ง 3 ท่านนี้ด้วยค่ะ

 

          มาตรการที่ 2 แห่งการเสริมความปลอดภัยแห่งชาติ ก็คือการเสริมสมรรถนะความสามารถในการป้องกันประเทศ

          “สกัดกั้นเป็นแนวหลายชั้น เสริมความแข็งแกร่งให้แก่การป้องกันประเทศ”เป็นยุทธศาสตร์ด้านการทหารของเรา หัวใจของมันก็คือ การเสริมสมรรถนะความสามารถในการสู้รบของกองทัพไต้หวัน ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า ขอแต่เพียงให้ไช่อิงเหวิน เป็นประธานาธิบดีเท่านั้น งบประมาณด้านกลาโหมจะต้องเพิ่มขึ้นทุกปี กองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพของกองทัพ จะต้องสามารถปกป้องอธิปไตยของไต้หวัน สาธารณรัฐจีนได้อย่างแน่นอน

           นอกจากนี้ เรายังได้เร่งเสริมสมรรถนะ “ยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง”ด้านการทหาร โดยเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทฮั่นเสียงของไต้หวันได้ทำพิธีเปิดใช้เครื่องบินฝึกซ้อมระดับสูง ต่อมาเดือน ส.ค. กองทัพเรือของเราก็ได้ประกาศ “เปิดศักราชใหม่กองทัพเรือ”

          ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นแผนการสร้างเครื่องบินฝึกหัดระดับสูงกับเรือดำน้ำด้วยตนเอง ที่ล่าช้ามาอย่างเนิ่นนานให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง อุตสาหกรรมกลาโหมในอนาคต ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างสมรรถนะการสู้รบของกองทัพเท่านั้น หากยังจะเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยรอบให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นอีกด้วย รวมทั้งจะเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่มีสำคัญของไต้หวันอีกด้วย

 

          มาตรการที่ 3 แห่งการเสริมความปลอดภัยแห่งชาติ เป็นการป้องกันกำลังจากภายนอก บ่อนทำลายแทรกซึมเข้าในประเทศ ปกป้องระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจสังคมให้ดำเนินไปตามปกติ

          เสรีภาพประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายของไต้หวันเป็นค่านิยมที่พวกเราต้องยืนหยัดปกป้อง หากประเทศอื่นอาศัยเสรีภาพของสังคมไต้หวันเข้ามาแทรกซึมทำให้เกิดความวุ่นวาย พวกเราจะต้องปกป้องเต็มที่ทุกวิถีทาง จะไม่นิ่งดูดายอย่างเด็ดขาด

          ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่หรือสร้างข่าวปลอม ขโมยความลับเทคโนโลยีหรือ จงใจทำลายระบบความปลอดภัยสารสนเทศ หรือพฤติกรรมแทรกแซงการเลือกตั้ง ก่อกวนการบริหารประเทศด้วยวิธีการต่างๆ หากตรวจพบมีหลักฐาน พวกเราจะจัดการจนถึงที่สุด

          ต่อกรณี การเผยแพร่ข่าวปลอมจากบางประเทศ พวกเราจะเสริมร่วมมือกับต่างประเทศ มีการแลกเปลี่ยนด้านประสบการณ์เพื่อป้องกัน ในอนาคตจะจัดตั้งกลไกการแจ้งเตือนและตรวจสอบ ร่วมกันรับมือต่อข่าวปลอมเหล่านี้ที่ทำลายและกระทบต่อความสงบสุขสังคมในประเทศต่างๆ

 

          มาตรการที่ 4 แห่งการเสริมความปลอดภัยแห่งชาติ คือการปฏิรูปและการปรับโครงสร้างใหม่ด้านกลยุทธ์เศรษฐกิจการค้าโลก

          การเผชิญหน้ากับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และการจัดระเบียบเศรษฐกิจการค้าโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงในวงกว้าง พวกเราจะต้องปรับบทบาทไต้หวันให้สอดคล้องกับการพัฒนาของภูมิภาคและห่วงโซ่อุปทานของโลก จะต้องวางกลยุทธ์ใหม่โดยอาศัยพลังนักธุรกิจไต้หวันขนาดกลางและใหญ่ ประสานภาวะทิศทางของโลก ประกอบกับพลังของกิจการขนาดกลางและย่อม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไต้หวันมีการปฏิรูปยกระดับทั้งหมด

          สิ่งสำคัญ 3 ประการที่พวกเราต้องกระทำ

          ประการ 1 ในมุมมองการเสริมสร้างระหว่างกันในโครงสร้างการผลิตและทรัพยากร ในการวิจัยพัฒนาและการผลิตระดับสุดยอด จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า เชื่อมโยงเทคโนโลยีและการแบ่งงานอุตสาหกรรมอย่างแนบแน่น เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่และมีประสิทธิภาพสูง

          ประการที่ 2 ในมุมมองการแบ่งปันทรัพยากรและตลาด จะส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและความรุ่งเรื่องร่วมกับประเทศตามนโยบายมุ่งใต้ใหม่และประเทศตลาดใหม่อื่นๆ จะอาศัยความร่วมมือหลายรูปแบบ ร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมสำคัญ และด้านเศรษฐกิจสวัสดิการประชาชน

          ประกาศที่ 3 ในด้านประเทศพันธมิตรของพวกเรา จะช่วยเหลือรัฐบาลเหล่านั้นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและแสวงหาโอกาสใหม่ วางรากฐานการพัฒนายั่งยืนทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันจะเป็นการขยายตลาดใหม่ ฐานการผลิตใหม่ของไต้หวัน สอดคล้องกับแผนขยายจุดประกอบการของไต้หวันไปทั่วโลก

 

         ในด้านการเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ พวกเราจะต้องเร่งการปฏิรูป ดำเนินโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความขาดแคลนปัจจัยการผลิต 5 ประการ และแบ่งปันประโยชน์จากการขยายตัวเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน

          การปฏิรูปเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญคือเทคโนโลยี รัฐบาลมุ่งมั่น 4 เป้าหมายคือ “การชี้นำอย่างมีระบบ การผสานฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ กองทัพกับประชาชนร่วมมือกัน และการเชื่อมโยงกับเวทีโลก”เร่งยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีและความสามารถในการวิจัยพัฒนา เป็นพื้นฐานสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจ

          พวกเราใช้แนวความคิดใหม่ ทลายกรอบที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัย ผ่อนคลายพันธนาการที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน  นำพาผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่โอกาสใหม่

          ในกระบวนการเหล่านี้ โครงการพัฒนานวัตกรรม 5 + 2 ได้สัมฤทธิ์ผลปฏิรูปยกระดับอุตสาหกรรม มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลอัจฉริยะ ปีที่แล้วมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน มีการพัฒนาความแม่นยำ ทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอีกระดับหนึ่ง และเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตในอุตสาหกรรมอวกาศ IoT และวัสดุการแพทย์ด้วย

          นอกจากนี้ เป้าหมาย “ไต้หวันปลอดนิวเคลียร์” ได้มีการยืนยันแบบพิมพ์เขียวการพัฒนาพลังงานสีเขียวที่ชัดเจนแล้ว พร้อมทั้งดึงดูดบริษัทพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเลข้ามชาติหลายบริษัทมาร่วมลงทุน ทำให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานลมในไต้หวันกำลังก่อตัว

          เรายังจะมีการเพิ่มการวางแผนในตลาดนานาชาติ ยกระดับศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ผกผันและปรับระบบซัพพลายอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ สภาบริหารได้จัดตั้งชุดเฉพาะกิจ เพื่อให้ความช่วยเหลือนักธุรกิจไต้หวันในการวางแผนฐานการผลิตที่หลากหลายมากขึ้น สำหรับนักธุรกิจที่ประสงค์จะกลับมาลงทุนที่ไต้หวัน เราจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง แต่หากต้องการไปลงทุนยังประเทศอื่น เราก็จะให้ความช่วยเหลือเต็มที่เช่นกัน

 

          ด้านโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในอนาคต งบประมาณการก่อสร้างงวดแรกในปีนี้ ได้รับการอนุมัติและเริ่มดำเนินการแล้ว ผลจากการเริ่มดำเนินการของโครงการนี้ จะเริ่มปรากฏเด่นชัดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการภายในประเทศขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยในจำนวนนี้ พลังงานสีเขียว ดิจิทัล แหล่งทรัพยากรน้ำ การขนส่งระบบรางและการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในตัวเมืองและชนบท เป็นเป้าหมายสำคัญลำดับต่อไปที่ไต้หวันจะดำเนินการลงทุน  

          จากการปฏิรูประบบภาษีพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ทำให้รัฐบาลเมืองจางฮั่ว มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง ส่งผลให้เด็กนักเรียนได้รับอาหารมื้อกลางวันที่ถูกหลักโภชนาการ รวมทั้งงบดุลสำหรับระบบสวัสดิการสังคมก็มีเสถียรภาพมากขึ้น

          ในเขตพื้นที่ชนบทและห่างไกลจากความเจริญ เราได้วางระบบโครงข่ายบรอดแบนด์ ให้เด็กๆ สามารถเชื่อมต่อกับโลกได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ลดช่องว่างระหว่างตัวเมืองและชนบทให้น้อยลง

           ด้านการพัฒนาทรัพยากรน้ำนั้น มีการสร้างอ่างปรับระดับน้ำที่เขื่อนสือเหมิน โครงการระบบประปาเบื้องล่างของเขื่อนหูซาน รวมทั้งการก่อสร้างโครงการคลองป้องกันดินโคลนที่เขื่อนเจิงเหวิน ทำให้ระบบการจ่ายน้ำกินน้ำใช้ ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้มีความมั่นคงมากขึ้น

          สำหรับปัญหาฝนตกหนักในบางพื้นที่จนเกิดอุทกภัย ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงนั้น รัฐบาลกำลังสร้างบ่อพักน้ำ อ่างเก็บน้ำ ตลอดจนขุดลอกคูคลองและแม่น้ำ เพื่อให้การระบายน้ำรวดเร็วขึ้น ลดภัยพิบัติให้น้อยลง

          ด้านการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างโครงการปรับปรุงทางหลวงระหว่างซูเอ้า-ฮัวเหลียน และโครงการขยายทางหลวงระหว่างไถตง-ผิงตง ขณะนี้ เริ่มเห็นผลจากโครงการดังกล่าวแล้ว

          ส่วนโครงการขนส่งระบบรางที่ทุกคนให้ความสนใจนั้น กำลังอยู่ระว่างดำเนินการปรับปรุงระบบรถไฟที่วิ่งไปยังภาคตะวันออก และเส้นทางรถไฟระหว่างฮัวเหลียน-ไถตง เพื่อให้เส้นทางรถไฟที่วิ่งรอบเกาะไต้หวันมีความสมบูรณ์มากขึ้น

          ระบบขนส่งมวลตั้งแต่ภาคใต้ถึงภาคเหนือ อาทิ รถไฟฟ้ารางเบาในภาคเหนือที่จีหลงและซินจู๋ รถไฟเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองที่ภาคกลาง โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เมืองจางฮั่ว รวมถึงโครงการขยายส่วนต่อเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง และโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่นครเกาสง ก็เริ่มวางแผนก่อสร้างและเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติแล้ว

          การพัฒนาการขนส่งระบบราง ไม่เพียงแต่จะอำนวยความสะดวก ทำให้การเดินทางรวดเร็วแล้ว ยังลดมลภาวะที่เกิดจากรถจักรยานยนต์และรถยนต์ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

          เป้าหมายในการผลักดันโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในอนาคต เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการลงทุน สร้างความสมดุลด้านการพัฒนาระหว่างตัวเมืองและชนบท อันเป็นการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตที่ดีกว่าให้แก่คนรุ่นใหม่

 

          เรายังมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการลงทุน รวมถึงปัจจัยการผลิตที่ผู้ประกอบการห่วงใย ได้แก่ที่ดิน น้ำ ไฟฟ้า บุคลากรและแรงงาน ภายใต้การบริหารจัดการของนายไล่ชิงเต๋อ นายกรัฐมนตรี ที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ปัญหาทยอยได้รับการแก้ไข

          ท่านคงจำกันได้ เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ปริมาณสำรองไฟฟ้าเหลือน้อย ไฟสัญญาณเตือนภัยสีส้มสว่างติดต่อกันนานถึง 66 วัน แต่ปีนี้ แม้อากาศจะร้อนกว่า และภาวะเศรษฐกิจจะร้อนแรงกว่า แต่ไฟสัญญาณเตือนภัยสีส้มไม่เคยสว่างอีกเลยแม้เพียงวันเดียว

          หากย้อนรำลึกไปถึงช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ภาคตะวันตกมีฝนตกน้อยมาก ทุกคนผวาว่าจะขาดแคลนน้ำ แต่จากมาตรการบุกเบิกแหล่งน้ำ ประหยัดการใช้น้ำ บริหารจัดการและการสำรองที่เหมาะสม บวกกับโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในอนาคต ส่งผลให้เราฝ่าด่านอันตรายมาได้อย่างปลอดภัย

          ช่วงที่ผ่านมา โรงงานขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของโลกสัญชาติไต้หวัน เช่น บริษัท TSMC, Winbond, Powerchip เพิ่มการลงทุนในไต้หวันมากขึ้น บริษัทข้ามชาติระดับโลกอย่าง Google, Microsoft, Cisco System, Facebook บางส่วนเตรียมจัดตั้งศูนย์วิจัยในไต้หวัน บางส่วนเสนอโครงการความร่วมมือใหม่ เป็นการแสดงถึงสัมฤทธิ์ผลของการที่เราปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุน ทำให้ได้รับการยอมรับจากบริษัทและโรงงานทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

          เมื่อเริ่มดำเนินการยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เริ่มก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะฟื้นฟู เศรษฐกิจของไต้หวันก็เจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

          เมื่อสองปีที่แล้ว เศรษฐกิจของเราถดถอยลงติดต่อกันถึง 3 ไตรมาส ในปีนี้อัตราการว่างงานตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึง พ.ค. ต่ำที่สุดในรอบ 18 เดือน เมื่อปี 2560 เงินเดือนรวมสูงที่สุดในประวัติการณ์ สิ้นสุดสถานการณ์เงินเดือนลดน้อยถอยลงในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

          ดัชนีทางเศรษฐกิจดีขึ้น แน่นอนว่าทำให้ผู้คนพึงพอใจ แต่สำหรับรัฐบาลแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรจึงจะเกิดการปันผลจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนทั้งปวงได้

          ในปีนี้ เราได้ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจและข้าราชการครูขึ้น 3% ทำให้เกิดกระแสการปรับขึ้นค่าจ้างตามในภาคธุรกิจ เรายังเร่งปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 23,100 เหรียญไต้หวัน จากปัจจุบัน 22,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ เรายังผ่อนคลายระยะเวลาให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น 4 ปี ช่วยลดภาระให้แก่กลุ่มบุคคลที่กู้ยืมเพื่อการศึกษา

          โครงการปฏิรูปภาษีที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ระบบภาษีที่ดีขึ้นจะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายภาษี  ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนคือการปรับขึ้นค่าลดหย่อน 4 รายการ ในอนาคต ประชาชนผู้มีเงินเดือนต่ำกว่า 30,000 เหรียญไต้หวัน ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุและเด็กจะได้รับการยกเว้นภาษีโดยปรับค่ายกเว้นสูงขึ้น

 

          ในด้านระบบรักษาความปลอดภัยทางสังคม เมื่อปี 2559 ขณะที่ข้าพเจ้าเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี สิ่งที่ประชาชนทุกคนกังวลมากที่สุดก็คือ ปัญหาราคาบ้านที่สูงเกินไป ผู้สูงอายุไม่มีคนดูแล ภาระการเลี้ยงดูบุตรที่หนักหน่วง เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม และการแพร่ระบาดของยาเสพติด ระบบรักษาความปลอดภัยทางสังคมในรอบด้านจะต้องลงมือทำอีกมากมาย ดังนั้น ในช่วงสองปีนี้ เราจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพื่อสร้างระบบรักษาความปลอดภัยทางสังคมที่สมบูรณ์

          สำหรับปัญหาความเท่าเทียมในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในสังคม ได้เริ่มดำเนินการในรูปแบบต่างๆ ขณะนี้มีทั้งที่ก่อสร้างเสร็จและอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง รวมกว่า 24,000 ยูนิต และเมื่อรวมกับที่จะเริ่มก่อสร้างในภายหลัง ภายในสิ้นปีนี้จะมีจำนวนมากเกือบ 35,000 ยูนิต สำหรับกรุงไทเปและนครนิวไทเปซึ่งมีปัญหารุนแรงที่สุด ในช่วงเกือบ 2 ปีมานี้ มีผู้เข้าอยู่อาศัยแล้วกว่า 5,400 ยูนิต ในจำนวนนี้ ข้าพเจ้าได้ตรวจตราแล้วบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพหรือปริมาณล้วนทำให้ผู้คนรู้สึกพึงพอใจ

          ระบบบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เป็นที่ต้องการของประชาชนอย่างเร่งนั้น ขณะนี้ได้ยกระดับขึ้นเป็น “ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว 2.0” เพียงโทรไปที่สายด่วน 1966 จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการ เราได้ขยายขอบเขตและกลุ่มเป้าหมายในการให้บริการ และยังมีการเพิ่มค่าตอบแทนให้สูงขึ้น ทำให้มีผู้สมัครใจเข้ามาให้บริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มขึ้น เพิ่มการให้บริการมากขึ้น เติมเต็มความต้องการของครอบครัวที่ใช้บริการมากยิ่งขึ้น จากความพยายามเหล่านี้ ทำให้จำนวนผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัวในช่วง 1 ปีมานี้

           สำหรับปัญหาอัตราการเกิดต่ำได้กลายมาเป็นปัญหาความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากเราจะมอบเงินเบี้ยเลี้ยงอุดหนุนให้แล้ว ยังมีการจัดตั้ง “ระบบการดูแลเด็กกึ่งภาครัฐ” เพื่อพัฒนาเป้าหมายในการดูแลเด็กและให้การศึกษาของภาครัฐไปอีกขั้น ปัจจุบัน ระบบการดูแลเด็กและเนอสเซอรีกึ่งภาครัฐ สามารถให้บริการรับเลี้ยงเด็กในราคาย่อมเยาได้มากถึง 56,000 คน เพิ่มขึ้นจากในอดีตเป็นอย่างมาก เป้าหมายของเรามีความชัดเจนในการช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดต่ำ

          สำหรับประเด็นเรื่องความปลอดภัยสาธารณะที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลนั้น เราได้นำเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนทำให้แนวโน้มของการก่ออาชญากรรมมีอัตราลดลงอย่างเห็นได้ชัด เรายังได้ดำเนินการกวาดล้างกระบวนการอาชญากรรมและการต้มตุ๋นหลอกลวง ซึ่งล่าสุดปีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการได้ใช้กฏหมายฉบับแก้ไขว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม มาดำเนินการปราบปรามต่อสู้กับกลุ่มมิจฉาชีพและการกระทำความผิดอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ  ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีแล้วกว่า 1,300 ราย

          ช่วงเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเป็นระยะที่ 2 ของการดำเนินมาตรการต่อต้านยาเสพติดในชุมชน มีการจักุมยาเสพติดได้ปริมาณสูงถึง 9,700 กิโลกรัม จับกุมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้เสพได้กว่า 1,900 ราย ในช่วงระยะเวลา 4 ปี กเราทุ่มงบประมาณกว่า 1,000 ล้านเหรียญ ดำเนินยุทธศาสตร์ใหม่ของการต่อต้านยาเสพติด เพื่อถอนรากถอนโคนเครืยข่ายยาเสพติดออกจากสังคม

 

          พี่น้องประชาชนและพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลทุกคน ประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งน่ากลัว เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนไปของโลก และทำให้ไต้หวันยังยืนหยัดอยู่ในจุดนี้ได้

          การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต เพราะเมื่อเราส่งมอบประเทศต่อให้แก่คนรุ่นหลัง เขาจะไม่จะต้องเจอกับภาระและความยากลำบากที่มากขึ้น ดังนั้นในช่วงสองปีที่ผ่านมาเรามีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการปฏิรูปประเทศ ประเทศจำเป็นต้องก้าวหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง

          ด้านการปฏิรูปเงินบำนาญ เราไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิม เพราะเราไม่สามารถทำให้คนทุกยุคสมัยตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตทางการเงิน

          การเป็นประเทศปลอดนิวเคลียร์ก็ไม่สามารถก้าวถอยหลัง นี่ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อนครนิวไทเปและเมืองผิงตงที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งอยู่เท่านั้น แต่เป็นทำให้ประชาชนทุกคนทุกยุคที่อาศัยอยู่ในไต้หวัน ปลอดจากการคุมคามของภัยพิบัตินิวเคลียร์

          การเปลี่ยนผ่านกระบวนการความเป็นธรรมยิ่งไม่สามารถก้าวถอยหลังได้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากผู้บริหารรัฐบาลในอดีต ตอนนี้รัฐบาลต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน เพื่อชี้แจงความจริงและเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาธิปไตยก้าวเดินไปข้างได้

          การปฏิรูปอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด แต่อีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า คนรุ่นต่อๆ ไป จะสัมผัสรับรู้ได้และรู้สึกขอบคุณที่เราเลือกทางเดินนี้ นี่คือช่วงเวลาที่ทดสอบความเป็นผู้นำ ข้าพเจ้าจะแบกรับภาระความรับผิดชอบนี้ เพื่อนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

 

          ในช่วงท้ายนี้  ข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับตัวแทนที่นำร้องเพลงชาติในวันนี้ พวกเขาคือกลุ่มคนที่เสมือนเป็นผู้ดูแลประภาคาร

         ชายฝั่งทะเลทุกแห่งในไต้หวันมีประภาคารตั้งอยู่ทั้งหมด 36 ประภาคาร และจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่รับผิดชอบดูแลประภาคาร เพื่อปกป้องรักษาความปลอดภัยให้กับการเดินเรือในท้องทะเล ข้าพเจ้าใคร่ขอเป็นตัวแทนของประเทศ กล่าวขอบคุณทุกท่าน ที่ยอมอดทนต่อความเหงาและความยากลำบาก เพื่อส่องแสงสว่างในกับการเดินเรือกลับเข้าฝั่ง

          ไต้หวันก็เปรียบเสมือนประภาคารแห่งหนึ่ง ที่พวกเราได้มีการเปลี่ยนผ่านของระบอบประชาธิปไตย ไม่เพียงส่องแสงสว่างให้กับตนเองในความมืดเพื่อก้าวผ่าน แต่สำหรับคนที่กำลังตามหาประชาธิปไตยทุกคน เราก็พร้อมช่วยเป็นแสงสว่างในความมืดให้ ดังนั้นพี่น้องพ้องเพื่อนในฮ่องกง ในจีนแผ่นดินใหญ่ และทุกพื้นที่ทั่วโลก ที่กำลังตามหาประชาธMore

เฉินเจี๋ยอี๋กับอัลบั้มเพลงชุด A Time For Everything

แนะนำอัลบั้มเพลงชุดใหม่ของเฉินเจี๋ยอี๋ในชุด A Time For Everything และข่าวบันเทิงไต้หวัน

แนะนำอัลบั้มเพลงชุดใหม่ของเฉินเจี๋ยอี๋ในชุด A Time For Everything และข่าวบันเทิงไต้หวัน

2018-10-14 22:30:00

 

ธีระ หยางและบันเทิงดอทคอมสัปดาห์นี้

- แนะนำอัลบั้มเพลงชุดใหม่ของเฉินเจี๋ยอี๋ (陳潔儀) ในชุด A Time For Everything

- ข่าวบันเทิงไต้หวัน (กัวเหยียนฝู่ได้รับเชิญให้ไปจัดนิทรรศการภาพวาดที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ / เซียวจิ้งเถิงเจ็บตัวก่อนขึ้นเวทีอีกแล้วที่เสินเจิ้น แต่เจ้าตัวแสดงสปิริตจัดเต็มให้กับแฟนเพลงเหมือนเคย / โจวทังเหาโพสภาพที่ถ่ายคู่กับหลินจื้อหลิง แต่คนมองที่มุมซ้ายล่างกันหมด / หลี่ฉุนลูกหลี่อันได้รับเชิญให้เป็นกรรมการในเทศกาลภาพยนตร์ผิงเหยา)

 

เฉินเจี๋ยอี๋กับอัลบั้มเพลงชุด A Time For Everything

 

กัวเหยียนฝู่หันหลังให้วงการบันเทิงไปเอาดีทางการวาดภาพ จนได้รับการติดต่อจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ให้ไปเปิดนิทรรศการถึงฝรั่งเศสเลยทีเดียว

 

โจวทังเหาโพสภาพที่ถ่ายคู่กับหลินจื้อหลิง แต่คนไปสนใจมุมซ้ายล่างกันหมด

 

เซียวจิ้งเถิง (蕭敬騰) จัดเต็มเหมือนเคยบนเวทีคอนเสิร์ตที่เสินเจิ้น คราวนี้แอบเซ็กซี่เล็กๆด้วย

 

หลี่ฉุนลูกชายของอังลี

More
ชาวไต้หวันจัดเป็นชาติที่นิยมพอกหน้ามากที่สุดในเอเชีย

สโมสรผู้ฟัง วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2561

สโมสรผู้ฟัง วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2561

2018-10-14 06:30:00

 

คลิกฟังรายการออนไลน์ ได้ที่นี่!!!

 

1. อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น! สมาชิกในครอบครัว 3 คนจาก 6 คน เกิดโดยธรรมชาติในวันชาติ 10 ตุลาคม 

          ครอบครัวตระกูลพัน ที่เมืองฮัวเหลียน เป็นครอบครัวที่ดวงสมพงษ์กับวันชาติอย่างน่ามหัศจรรย์ สมาชิกครอบครัว 6 คน มี 3 คนเกิดในวันชาติ ได้แก่นางจางผู้เป็นแม่ บุตรคนที่ 2 และสมาชิกคนล่าสุดเพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อเวลา 11.00 น.ของวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันชาติของไต้หวันสาธารณรัฐจีน ด้วยการคลอดตามธรรมชาติ ผู้เป็นพ่อบอกว่า ฉลองวันเกิดพร้อมกันวันเดียว 3 คน ทำให้สะดวก นอกจากจะเป็นวันแห่งความทรงจำที่ดีแล้ว ยังมีคนร่วมอวยพรวันเกิดให้ทั้งประเทศ แถมยังประหยัดเงินค่าเค้กวันเกิดอีกด้วย กลายเป็นควันหลงของวันชาติปีนี้ที่มีสื่อรายงานกันมากที่สุด

 

สมาชิกในครอบครัวตระกูลพัน 3 คนจาก 6 คน เกิดวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันชาติของไต้หวันสาธารณรัฐจีน

 

ในปีนี้ นครเถาหยวนมีเด็กทารกเกิดใหม่ในวันชาติ 10 ต.ค. จำนวน 26 คน

 

2. ได้บุญเท่ากัน! วัดฝากู่ซานหรือวัดภูเขากลองธรรม จัดพิธีพิธีสวดมนต์อุทิศบุกุศล ให้สาธุชนเข้าร่วมพิธีออนไลน์สดๆ

         ศาสนาพุทธเป็นศาสนาใหญ่ที่มีชาวไต้หวันนับถือเป็นจำนวนมาก โดยศาสนาพุทธในไต้หวันเป็นลัทธิมหายาน ซึ่งจะเน้นช่วยมหาชนให้พ้นจากความทุกข์มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงตนเอง ศาสนาพุทธในไต้หวัน มีวัดใหญ่ 4 สำนัก และจะทำพิธีสวดมนต์อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วประจำปี หรือพิธีกงเต็กอย่างใหญ่โต พุทธศาสนิกชนที่อยากได้บุญกุศลก็ไปร่วมพิธีได้

         บางคนที่อยากไปร่วมพิธี แต่อยู่ห่างไกล หรือติดธุระไม่สะดวก ในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดน อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์สามารถเชื่อมต่อภาพและเสียงได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องไปร่วมสวดมนต์ถึงงาน ที่ผ่านมา เราสามารถฟังเทศ ฟังธรรมจากเว็บ ผ่านยูทูปได้อยู่แล้ว แต่นั่น เป็นการฟังจากแหล่งที่เขาอัพโหลดไว้ ขณะนี้ ชาวพุทธในไต้หวัน สามารถร่วมพิธีสวดมนต์อุทิศบุญกุศลแด่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ไม่ว่าจะบรรพบุรุษหรือผีไร้ญาติ บำเพ็ญตน สะเดาะเคราะห์ เสริมดวงผ่านระบบออนไลน์สดๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปร่วมพิธีถึงสถานที่จัดงาน ท่านบอกว่าได้บุญเท่ากัน

         วัดฝากู่ซานหรือวัดภูเขากลองธรรมที่จินซาน นครนิวไทเป เตรียมจัดพิธีสวดมนต์ประจำปี ณ อุทยานพุทธศึกษาโลก ภายในวัดฝากู่ซาน ช่วงระหว่าง 25 พ.ย.-2 ธ.ค. นี้ ปีนี้ยิ่งใหญ่เหมือนทุกปี แต่ที่พิเศษคือ เปิดให้สาธุชนที่มีความสนใจ แต่ไม่สามารถไปร่วมพิธีได้ สามารถร่วมพิธีสดๆ ผ่านระบบออนไลน์ โดยการคลิกในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ว่า ต้องการจะอุทิศบุญกุศลให้ใคร หรือต้องการจะสะเดาะเคราะห์ เสริมดวง เสริมบารมีก็ทำได้ ได้บุญเหมือนกับเดินทางไปร่วมพิธีถึงสถานที่เลยทีเดียว

 

 วัดฝากู่ซานหรือวัดภูเขากลองธรรม จัดพิธีพิธีสวดมนต์อุทิศบุกุศล ให้สาธุชนร่วมพิธีออนไลน์สดๆ ได้

 

3.      ไปท่องเที่ยวไต้หวัน ซื้ออะไรกลับบ้านใช้เองหรือฝากญาติมิตร? แผ่นมาส์กหน้าไต้หวัน 1 ในสินค้าที่นักท่องเที่ยวแห่ซื้อมากสุด

         แผ่นมาส์กหน้าและมาส์กพอกหน้า สินค้ายอดนิยมที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อติดมือกลับไปฝากญาติมิตร ซึ่งมีเป็นร้อยยี่ห้อ สนนราคามีตั้งแต่แผ่นละ 20-1800 เหรียญไต้หวัน แต่ที่ได้รับความนิยมมักจะเป็นราคาระดับกลางคือ 25-200 เหรียญ จากสถิติพบว่า หญิงสาววัย 25-34 ปีคือลูกค้ากลุ่มใหญ่ รองลงมาคือช่วงอายุ 35-44 ปี โดยนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมซื้อแผ่นมาส์กหน้าของไต้หวันมากที่สุด

         และไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น ชาวไต้หวันน่าจะจัดได้ว่าเป็นชาติที่นิยมใช้แผ่นมาส์กหน้ามากที่สุดในเอเชีย แต่ละปีใช้แผ่นมาส์กหน้ามากกว่า 300 ล้านแผ่น

 

ชาวไต้หวันจัดเป็นชาติที่นิยมพอกหน้ามากที่สุดในเอเชีย แต่ละปีใช้แผ่นมาส์กหน้ากว่า 300 ล้านแผ่น

 

แผ่นมาส์กหน้าไต้หวัน  เป็น 1 ในสินค้าที่นักท่องเที่ยวแห่ซื้อมากสุด

 

แผ่นมาส์กหน้าของไต้หวันราคาไม่แพง คุณภาพเยี่ยม ครองตลาดโลก 17%

 

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์

## คลิกที่ไอคอนหูฟังด้านบน เพื่อฟังรายการออนไลน์ หรือคลิกไปที่ "ฟังวิทยุออนไลน์" ที่อยู่แถบด้านล่างซ้ายจอภาพคอมพิวเตอร์ แล้วเลือกฟังรายการเต็ม 1 ชั่วโมง ##

More
ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันกำลังจะทะลุหลัก 700,000 คนในเร็วๆ นี้

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2561

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2561

2018-10-13 09:17:02

 

คลิกฟังรายการออนไลน์ ได้ที่นี่!!!

 

1. สภาการตรวจสอบสับ 3 กระทรวง ฐานปล่อยให้แรงงานต่างชาติเพิ่มกว่า 300,000 คนใน 8 ปี กระทรวงแรงงานโต้ ไม่กระทบโอกาสทำงานของแรงงานท้องถิ่น

       สภาการตรวจสอบของไต้หวันประกาศผลตรวจสอบการนำเข้าแรงงานต่างชาติเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า เนื่องจากขาดการวางแผนที่รอบคอบ ทำให้มีการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันกำลังจะทะลุหลัก 700,000 คนในเร็วๆ นี้ โดยระยะเวลาไม่ถึง 8 ปีในช่วงที่ผ่านมา จำนวนแรงงานต่างชาติที่นำเข้าไต้หวันเพิ่มขึ้นถึง 313,000 คน ด้วยเหตุนี้ สภาการตรวจสอบจึงมีหนังสือตักเตือน 3 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเศรษฐการและกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ

       รายงานการตรวจสอบของสภาการตรวจสอบฉบับนี้ระบุว่า กฎหมายการจ้างงานกำหนดให้กระทรวงแรงงาน จะต้องจัดตั้งดัชนีแจ้งเตือนการนำเข้าแรงงานต่างชาติ เพื่อควบคุมจำนวนแรงงานต่างชาติที่จะนำเข้าได้ในแต่ละปี ป้องกันการนำเข้าในจำนวนมากเกินไป ส่งผลกระทบต่อโอกาสทำงานของแรงงานท้องถิ่น แต่ไม่เห็นกระทรวงแรงงานจัดตั้งระบบแจ้งเตือนดังกล่าว และไม่มีการควบคุมเพดานแรงงานต่างชาติ ส่งผลให้แรงงานต่างชาติในไต้หวันเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันกำลังจะทะลุหลัก 700,000 คนในเร็วๆ นี้

 

       รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2010 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2561 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวัน เพิ่มขึ้นจาก 379,653 คน เพิ่มเป็น 692,868 คน ช่วงระยะเวลาไม่ถึง 8 ปี จำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้น ถึง 313,000 คน

       และเริ่มตั้งแต่เปิดให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อโควตาแรงงานต่างชาติเพิ่มจากโควตาเดิมที่ได้รับอนุมัติตามประเภทกิจการมาตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม ปีค.ศ. 2013 เป็นต้นมา จนถึงสิ้นเดือนส.ค. ปีนี้ มีการอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติในโควตาพิเศษดังกล่าวแล้ว 220,295 คน แต่นำเข้าจริงมีเพียงร้อยละ 60.9 ของจำนวนที่อนุมัติ...ฟังรายละเอียดเพิ่มจากรายการออนไลน์

 

ระยะเวลาไม่ถึง 8 ปีในช่วงที่ผ่านมา ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้นถึง 313,000 คน

 

2. แรงงานต่างชาติขับขี่จักรยานไฟฟ้าย้อนศรชนคนเดินถนนบ่อย สท.เรียกร้องเพิ่มการอบรมกฎจราจร

       แรงงานต่างชาติขับขี่รถจักรยานไฟฟ้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากไม่ต้องสอบใบขับขี่และแรงงานต่างชาติไม่ทราบกฎจราจร ทำให้หลายเมืองที่มีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก ประสบปัญหาเกิดความวุ่นวายด้านการจราจร มีการขี่สวนเลนฝ่าไฟแดง ซิ่งด้วยความเร็วสูง 2 คันขี่ขนานกันไป ขี่ไปด้วยคุยกันไปด้วย อันตรายมาก นอกจากนี้ยังขี่บนฟุตบาท เชี่ยวชนคนเดินบนฟุตบาทเพิ่มมากขึ้น

       อย่างที่เขตถานจื่อ และเขตต้าหย่า ในนครไทจง เนื่องจากเป็นเขตนิคมอุสาหกรรม มีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก และเกิดเหตุการณ์ที่แรงงานต่างชาติขี่จักรยานไฟฟ้าแล้วเชี่ยวชนคนเดินข้างทางหลายคดี จนสมาชิกสภาเทศบาลหรือสท. นำเข้าหารือในสภา จี้เทศบาลนครไทจง จะต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์กฎจราจร ป้องกันเกิดอุบัติเหตุ

       นายไล่เฉากั๋ว สมาชิกสภาเทศบาลนครไทจงกล่าวในสภาว่า แรงงานต่างชาตินิยมขับขี่รถจักรยานไฟฟ้า แต่มักจะเกิดอุบัติเหตุ ระยะนี้ เกิดเหตุแรงงานต่างชาติขี่รถจักรยานไฟฟ้าไปเชี่ยวชนคนสูงอายุที่เดินบนฟุตบาตถึง 2 ราย อีก 1 ราย ถูกแรงงานต่างชาติขับขี่จักรยานไฟฟ้าสวนเลนชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ยังนอนรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล เรียกร้องให้เทศบาล นครไทจงต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น

 

สท.ไทจงเรียกร้องเพิ่มการอบรมกฎจราจรแก่แรงงานต่างชาติ

 

       ด้านกองแรงงาน นครไทจงแถลงว่า เตรียมจะเพิ่มการประชาสัมพันธ์ด้านกฎจราจร ตามโรงงานและย่านที่มีแรงงานต่างชาติชุมนุมเป็นจำนวนมาก

       นอกจากคนงานเวียดนามและฟิลิปปินส์แล้ว คนงานไทยก็นิยมขับขี่จักรยานไฟฟ้าด้วยเช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้ มีแรงงานไทยรายหนึ่ง ขี่จักรยานไฟฟ้าฝ่าไฟแดง ชนกับรถบรรทุกเล็ก รถกระเด็นไปถูกคนแก่ที่เดินอยู่บนทางเดินเท้า คนงานไทยรายนี้สลบคาที่ แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตาม ต้องเจอค่าปรับฐานฝ่าไฟแดง และต้องชดใช้ค่ารักษพยาบาลและค่าทำขวัญให้แก่คนสูงอายุที่ถูกชนเป็นเงินหลายหมื่นเหรียญไต้หวัน...ฟังรายละเอียดเพิ่มจากรายการออนไลน์

 

 แรงงานต่างชาติขับขี่จักรยานไฟฟ้าฝ่าไฟแดงและย้อนศรชนคนเดินถนนบ่อย

 

3. เตือนแรงงานไทยดูแลสุขภาพ เดือนเดียวมีคนงานไทยนอนไหลตายและเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิตไปแล้ว อย่างน้อย 5 ราย นอนหมดสติในโรงพยาบาลอีกอย่างน้อย 2 ราย

       1 ในปัญหาใหญ่ของแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน ได้แก่สุขภาพ โดยแรงงานไทยจำนวนมากไม่ให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน ประกอบกับไม่ได้ตรวจสุขภาพและดื่มสุราจัด ทำให้เกิดอาการไหลตายและมีโรคเรื้อรัง เช่นความดันโลหิตสูงและเบาหวานเป็นต้น โดยเฉพาะโรคไหลตาย ถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตแรงงานไทยไปอย่างปริศนาหลายสิบคนในแต่ละปี

       ช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นมา ในไต้หวันถือว่าเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง อุณหูภูมิในช่วงกลางคืนและกลางวันแตกต่างกันมากกว่า 10 °c ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการป่วยหรือเป็นไขหวัดได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันและโรคหัวใจ ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงอาการกำเริบ โดยแพทย์ระบุว่า อากาศเย็นลง 1 องศา เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจเฉียบพลันถึง 2% เหตุเลือดหนืดขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น และตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา มีแรงงานไทยเสียชีวิตด้วยโรคไหลตายและโรคเรื้อรังไปแล้ว 5 ราย...ฟังรายละเอียดเพิ่มจากรายการออนไลน์

 

แรงงานไทยจำนวนมากไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกายและพักผ่อน

 

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์

## คลิกที่ไอคอนหูฟังด้านบน เพื่อฟังรายการออนไลน์ หรือคลิกไปที่ "ฟังวิทยุออนไลน์" ที่อยู่แถบด้านล่างซ้ายจอภาพคอมพิวเตอร์ แล้วเลือกฟังรายการเต็ม 1 ชั่วโมง ##

More
เขื่อนสือเหมิน

เที่ยวชิลๆ กับสถานที่แปลกใหม่ในไต้หวันจากเหนือจรดใต้

เที่ยวชิลๆ กับสถานที่แปลกใหม่ในไต้หวันจากเหนือจรดใต้

2018-10-12 22:30:00

 

คลิกฟังรายการออนไลน์ ได้ที่นี่!!!

 

ธีระ หยางและอะไรอะไรในไต้หวันสัปดาห์นี้ จะพาทุกท่านไปเที่ยวชิลๆ กับสถานที่แปลกใหม่ในไต้หวันจากเหนือจรดใต้

- เตรียมตัวไปท่องพิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์สือซานหางในยามราตรีกัน

- ล่องเรือชมความงามของขุนเขาแมกไม้และสายน้ำ รับประทานปลาสดๆ แสนอร่อย และสนุกสนานไปกับเทศกาลว่าว ที่เขื่อนสือเหมินในเขตนครเถาหยวน

- นครไทจงพัฒนาคลองลวี่ชวน (綠川ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตจนได้รับรางวัลออกแบบยอดเยี่ยม Good Design Award จากญี่ปุ่น

- พิพิธภัณฑ์กู้กงสาขาภาคใต้จัดเทศกาลเดือนสิงคโปร์เพื่อแนะนำวัฒนธรรมเปอรานากัน

 

 คลองลวี่ชวน (綠川) แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งใหม่ในนครไทจงได้รางรางวัลออกแบบยอดเยี่ยมจากญี่ปุ่น

 

 พิพิธภัณฑ์สือซานหางซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ของไต้หวัน จะเปิดให้เข้าชมในยามค่ำคืนระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคมนี้

 

บรรยากาศการนั่งเรือท่องเขื่อนสือเหมิน

 

พิพิธภัณฑ์กู้กงสาขาภาคใต้ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเจียอี้ จัดเทศกาลเดือนสิงคโปร์ขึ้นเพื่อแนะนำวัฒนธรรมเปอรานากัน

More
ไต้จืออิ่ง

ไต้จืออิ่งคว้าแชมป์ที่บ้านเกิด ทำเงินรางวัลสะสมเกินล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

ไต้จืออิ่งคว้าแชมป์ที่บ้านเกิด ทำเงินรางวัลสะสมเกินล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

2018-10-11 22:30:00

 

คลิกฟังรายการออนไลน์ ได้ที่นี่!!!

 

ธีระ หยางและเจาะลึกกีฬาโลกสัปดาห์นี้

- ไต้จืออิ่ง (戴資穎) คว้าแชมป์แบดหญิงเดี่ยวที่บ้านเกิด ทำเงินรางวัลสะสมเกินล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

- สองหลินแห่งไต้หวัน (หวังฉีหลิน/เฉินหงหลิน) คว้าแชมป์แบดชายคู่ในรายการโยเน็กซ์ ไชนีสไทเป โอเพ่น 2018

- เซี่ยสูเหวยทะลุเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายเทนนิสหญิงเดี่ยวที่เทียนจินได้สำเร็จ

 

ไต้จืออิ่งคว้าแชมป์ที่ 7 ของปีในรายการโยเน็กซ์ ไชนีสไทเป โอเพ่น 2018

 

หวังฉีหลิน (ขวา) และเฉินหงหลิน (ซ้าย) เอาชนะเพื่อนร่วมชาติคว้าแชมป์แบดชายคู่ในทัวร์นาเมนต์ที่ไทเปได้สำเร็จ

 

เซี่ยสูเหวยเปิดหัวได้สวยในทัวร์นาเมนต์ที่เทียนจิน

More
เตือนแรงงานไทยดูแลสุขภาพ

ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 10 ตุลาคม 2561

ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 10 ตุลาคม 2561

2018-10-14 10:43:52

 

คลิกฟังรายการออนไลน์ ได้ที่นี่!!!

 

1. เตือนแรงงานไทยดูแลสุขภาพ กันยายนเดือนเดียวมีคนงานไทยนอนไหลตายและเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 5 ราย

        ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไต้หวันอย่างหนึ่ง ได้แก่สุขภาพ โดยแรงงานไทยจำนวนมากไม่ให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน ทานอาหารรสจัดและดื่มสุรา ประกอบกับไม่ได้ตรวจสุขภาพ ทำให้เกิดอาการไหลตายและมีโรคเรื้อรัง เช่นความดันโลหิตสูงและเบาหวานเป็นต้น โดยเฉพาะโรคไหลตาย ถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตแรงงานไทยไปอย่างปริศนาหลายสิบคนในแต่ละปี

        สำนักงานแรงงานไทย ไทเป เตือนเพื่อนแรงงานไทยด้วยความห่วงใยว่า ช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นมา ในไต้หวันถือว่าเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง อุณหูภูมิในช่วงกลางคืนและกลางวันแตกต่างกันมากกว่า 10 °c ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการป่วยหรือเป็นไขหวัดได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันและโรคหัวใจ ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงอาการกำเริบ โดยแพทย์ระบุว่า อากาศเย็นลง 1 องศา เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจเฉียบพลันถึง 2% เหตุเลือดหนืดขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น และในเดือนกันยายนเดือนเดียว มีแรงงานไทยเสียชีวิตด้วยโรคไหลตายและโรคเรื้อรังไปแล้ว 5 ราย แนะ 7 วิธีดูแลสุขภาพช่วงหน้าหนาว ได้แก่

       1. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยสวมใส่ชุดนอนที่อบอุ่นและห่มผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

       2. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ให้ได้วันละ 2 ลิตร หรืออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว รับประทานอาหารปรุงสุกแล้วให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารรสไม่จัด หลีกเลี่ยงขนมหวาน อาหารไขมันสูง เพิ่มการรับประทานผักสดและผลไม้สดที่หวานน้อย เนื่องจากมีแร่ธาตุสูง มีวิตามินเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคช่วงหน้าหนาว หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา สูบบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้โรคที่มีอยู่เดิมกำเริบขึ้นได้

       3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ผลของการออกกำลังกาย จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หัวใจมีความทนทาน

       4. หมั่นตรวจเช็กค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

       5. รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

       6. จัดการตนเองแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ไม่เครียด ไม่พึ่งสุรา สารเสพติด

 

 เตือนแรงงานไทยดูแลสุขภาพ กันยายนเดือนเดียวมีคนงานไทยนอนไหลตายและเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 5 ราย

 

2. แรงงานไทยทำงานในไต้หวันครบ 12 แล้ว อยากทำงานต่อไป ประกาศหางานทำในเฟซบุ๊ก เตือน การเปิดเผยข้อมูลตัวเองในสื่อโซเชียลมีความเสี่ยงสูง และการหลบหนีไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย ไม่ง่ายอย่างคิด นอกจากไร้หลักประกันด้านการทำงาน การรักษาพยาบาลแล้ว ยังต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ทำให้เสียสุขภาพจิต

 

 การหลบหนีไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย นอกจากไร้หลักประกันด้านการทำงาน การรักษาพยาบาลแล้ว ยังต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ทำให้เสียสุขภาพจิต

 

3. นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี โรงพยาบาลเลิดสิน แนะให้คนงานไทยในไต้หวันดูแลรักษาสุขภาพ ด้วยการทานอาหารที่มีโภชนาการ หลีกเลี่ยงทานอาหารรสจัด นอนพักผ่อนครบ 6 ชั่วโมง ออกกำลังกาย งดเว้นแอลกอฮอลล์ บุหรี่และยาเสพติด...  

 

นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี (คนนั่งคนแรก) แนะนำวิธีดูแลสุขภาพสำหรับพี่น้องแรงงานไทยในไต้หวัน

 

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์

## คลิกที่ไอคอนหูฟังด้านบน เพื่อฟังรายการออนไลน์ หรือคลิกไปที่ "ฟังวิทยุออนไลน์" ที่อยู่แถบด้านล่างซ้ายจอภาพคอมพิวเตอร์ แล้วเลือกฟังรายการเต็ม 1 ชั่วโมง ##

More
ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงไทเป จะมีการแสดงแสงสีเสียงตระการตาทุก 30 นาที ทุกคืนตั้งแต่เวลา 19.00-21.30 น. ระหว่างวันที่ 5 -10 ต.ค

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ 8 ต.ค. 61 แสง สี เสียง ต้อนรับวันชาติสาธารณรัฐจีน 107 ปี

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ 8 ต.ค. 61 แสง สี เสียง ต้อนรับวันชาติสาธารณรัฐจีน 107 ปี

2018-10-09 20:02:17

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่  8 ต.ค. 61

        ๑. แสง สี เสียง ต้อนรับวันชาติสาธารณรัฐจีน 107 ปี ระหว่างวันที่ 5-10 ต.ค. 2561 19.00-21.30 น. ทุกครึ่งชั่วโมง 

        ๒. ประชุมร่วมกลาโหมไต้หวัน-สหรัฐฯ เป็นการประชุมภาคเอกชน รมว.กลาโหม ไต้หวัน ระบุ เแม้จะได้รับเชิญ แต่ก็ไม่เหมาะที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เนื่องจากไม่เหมาะสม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมคงมีโอกาสร่วมประชุมด้วย 

        ๓. รมว. กลาโหมไต้หวัน ย้ำเสริมเขี้ยวเล็บของกองทัพ รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบจากฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันของช่องแคบไต้หวัน 

 

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์

แปลและเรียบเรียงโดยกฤษณัย ไสยประภาสน์ 

More