| |
|
ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ |
|
 |
|
|
|
2008/02/10 |
| |
|
ภูเขาเหมยเมืองไถหนาน ธรรมชาติสวยอาหารอร่อย |
|

เขตท่องเที่ยวเหมยหลิ่ง หมู่บ้านหนานซี
เมืองไถหนาน (台南縣楠西鄉的梅嶺風景區) ถือเป็นป่าดอกเหมยใหญ่ที่สุดในไต้หวัน
ปกติในช่วงเดือนมกราคมเป็นเดือนที่ดอกเหมยบาน
นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปมากที่สุด อย่างไรก็ตาม
เขาเหมย (梅嶺)
เป็นจุดที่มีผู้นิยมไปปืนเขาเป็นประจำอยู่แล้ว
เนื่องจากมีความสูงที่พอเหมาะ
และมีธรรมชาติที่งดงาม
นอกจากนี้ยังมีอาหารเด็ดคือไก่ต้มบ๊วย (ผลเหมย)
ซึ่งเป็นอาหารอร่อยที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้
ในบริเวณหมู่บ้านหนานซี
ในอดีตมีการปลูกกล้วยหอมกันมาก
จนได้รับการขนานนามว่า ภูเขากล้วยหอม
ต่อมาชาวบ้านได้เปลี่ยนมาปลูกต้นเหมย
อดีตรองประธานาธิบดีเซี่ยตงหมิ่นที่เดินทางไปเยือนเห็นดอกเหมยบานสะพรั่งเต็มภูเขา
จึงได้ตั้งชื่อเรียกสถานที่นั้นใหม่ว่า เขาเหมย
ปัจจุบันเป็นเขตที่มีการปลูกต้นเหมยมากที่สุดในไต้หวัน
การชมดอกเหมยในแต่ละปีจะเริ่มขึ้นในช่วงปีใหม่จนถึงกลางเดือนมกราคม
ในบางปีอาจมีการคลาดเคลื่อนบ้าง
ทางที่ดีควรจะสอบถามให้แน่ใจก่อนออกเดินทาง
การไปชมภูเขาเหมยอาจจัดโปรแกรมครึ่งวัน
คือเริ่มปืนเขาในตอนเช้า
ชมธรรมชาติและเลือกรับประทานอาหารกลางวันในภัตตาคารระหว่างทาง
แล้วจึงเดินทางกลับ
แน่นอนว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกมาที่ภูเขาเหมยก็เพื่ออาหารจานเด็ดไก่ต้มบ๊วย
|
|
| |
|
ร้านอาหารจีนแคะโรงหนังเก่าเมืองเหมียวลี่ |
ในโลกแห่งความทันสมัย โรงภาพยนต์ยุคเก่าได้ถูกแทนที่ด้วยศูนย์ภาพยนต์สมัยใหม่จนหมดแล้ว
แต่ผู้คนอีกไม่น้อยที่ยังความทรงจำในการชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ยุคเก่าหลงเหลืออยู่
โรงภาพยนต์หนานจวง ที่หมู่บ้านหนานจวง
เมืองเหมียวลี่ ถึงแม้จะไม่ได้ฉายภาพยนต์อีกแล้ว
แต่มีผู้ดัดแปลงเป็นร้านอาหารแบบจีนแคะ
โรงภาพยนต์หนานจวงซึ่งมีความเก่าแก่ถึง 60 ปีแล้ว
ถึงแม้จะก้าวผ่านประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน แต่นายหูเติงฟา
(胡登發) วัย 75 ปี ซึ่งมีใจรักของเก่า
ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ดัดแปลงโรงภาพยนต์ให้กลายเป็นร้านอาหารจีนแคะ
ที่ฉายภาพยนต์ในยุคปี 1950 ให้ชมด้วย
กลายเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของหมู่บ้านหนานจวง
โรงภาพยนต์หนานจวงเป็นโรงภาพยนต์เก่าที่ยังเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในไต้หวัน
ก่อตั้งขึ้นในปี 1946 เริ่มจากการแสดงงิ้ว
การแสดงละครจีน ฉายภาพยนต์
จนกลายเป็นการเต้นโชว์ลามก
หักเหเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง
แต่ผลการประกอบการไม่ดีเท่าที่ควร
จนกระทั่งนายหูเติงฟา ซึ่งอยู่ในวัยปลดเกษียณแล้ว
ได้มาท่องเที่ยวที่หมู่บ้านหนานจวงในเดือน เมษายน
2007 ได้สัมผัสกับความเก่าแก่ของโรงภาพยนต์
และเห็นป้ายประกาศ ขาย หรือ ให้เช่า
ติดอยู่ด้านหน้า
ด้วยความเป็นคนที่รักของเก่าและชอบสะสมของเก่า
เขาจึงติดต่อกับเจ้าของโรงภาพยนต์
เพื่อขอเช่าในทันที และเปิดเป็นร้านอาหาร
กันไจ่เตี้ยน (甘仔店)
นายหูเติงฟา ได้สะสมของเก่าต่าง ๆ เป็นเวลา 40
กว่าปี ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ภาพยนต์ ตั๋วภาพยนต์
ป้ายโฆษณา แผ่นผ้า ขวดสุรา กล่องบุหรี่
กล่องกระดาษต่าง ๆ จำนวนนับหมื่นชิ้น
เขาได้ทำการคัดเลือกของเก่าที่มีความเกี่ยวข้องกับโรงภาพยนต์นำมาใช้ประดับตกแต่งในร้านอาหารที่เปิดขึ้นใหม่
นอกจากนี้ยังได้รักษาห้องฉายภาพยนต์ซึ่งอยู่บนชั้น
2 ไว้ โดยจะทำการฉายภาพยนต์เก่าที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องซึ่งเขาสะสมไว้
60 กว่าเรื่อง
โดยจะนำมาสลับหมุนเวียนฉายให้ผู้มารับประทานอาหารได้ชม |
|
| |
|
การเมืองในยุคพรรคก๊กมินตั๋งใหญ่พรรคเดียว
บททดสอบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ |
การประชุมสภานิติบัญญัติครั้งที่ 1
ของสมาชิกสภาสมัยที่ 7 กำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่
22 ในยุคที่พรรคก๊กมินตั๋งมีเสียงข้างมากในสภาเพียงพรรคเดียว
และพรรคดีพีพีกลายเป็นพรรคที่อ่อนแอ
ในอนาคตไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี
รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารล้วนแต่ต้องพบกับภาวะการณ์ใหม่และความท้าทายใหม่ในสภานิติบัญญัติ
ช่วงก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีเฉินสุ่ยเปี่ยนระงับการลาออกของคณะรัฐมนตรี
ได้มีการพบปะกับนายอู๋ป๋อโสง หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง
จนเกิดเป็นประแสความไม่พอใจในพรรคก๊กมินตั๋ง
แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นผลสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติที่เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง
ซึ่งหากพรรคดีพีพีชนะการเลือกตั้ง
การที่จะต้องทำงานร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋งในสภานิติบัญญัตินั้น
คงจะต้องมีการเรียนรู้เพื่อหาวิธีการหารือและความขัดแย้งระหว่างกัน
ที่ผ่านมานั้น การบริหารประเทศ 7
ปีของประธานาธิบดีเฉินสุ่ยเปี่ยน
เขาเคยพบปะกับนายเหลียนจ้าน และ นายโซ่งฉู่หยี
ซึ่งเป็นผู้นำพันธมิตรนำเงิน
แต่ปัญหาการหยุดสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งที่
4 ได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างกัน
จนฝ่ายค้านและรัฐบาลขาดความเชื่อถือระหว่างกัน
ดังนั้น หากการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม นายเซี่ยฉางถิง
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคดีพีพีชนะการเลือกตั้ง
เขาจะต้องผ่านบททดสองที่ยากยิ่ง
คือการหารือกับฝ่ายค้านเพื่อสร้างความเชื่อถือระหว่างกันให้ได้
ในส่วนของพรรคก๊กมินตั๋งนั้น
หากแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดี
ก็ยังคงเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภา
ที่สามารถเสนอญัตติถอดถอนประธานาธิบดี
ล้มคณะรัฐมนตรี
หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำได้อย่างง่ายดาย
แต่พรรคก๊กมินตั๋งจะใช้อำนาจให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างไรเป็นประเด็นที่จะต้องระมัดระวัง
หากพรรคก๊กมินตั๋งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี
เท่ากับได้ครองเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จและเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
แต่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายในการใช้สติปัญญาที่จะคัดกรองผู้ดำรงตำแหน่งต่าง
ๆ ในคณะรัฐบาลที่มีความสมดูลและได้รับการยอมรับ
ซึ่งในกรณีนี้พรรคดีพีพีจะต้องกลายเป็นพรรคฝ่ายค้าน
จึงมีปัญหาว่าทำอย่างไรพรรคดีพีพีจึงจะรักษาบทบาทของตนเองไว้ได้
ซึ่งเชื่อว่าคงจะมีการดำเนินบทบาทโดยอาศัยพลังสังคม
เช่นการเดินขบวนหรือการประท้วงเพิ่มขึ้น
การเลือกตั้งประธานาธิบดีกำลังจะเริ่มขึ้น
ทั้งพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคดีพีพีต่างพยายามคิดหาวิธีการ
ที่จะต่อสู้ ช่วงชิงระหว่างกัน
การแต่มองการเมืองด้วยสายตาที่ยาวไกลกว่านั้น
ก็คือไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง
จะปรับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างไร
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ส่งเสริมความเจริญของประเทศ
และไม่ทำให้ระบบการตรวจสอบรัฐบาลไร้สมรรถภาพ
เป็นสิ่งที่ทั้ง 2
พรรคการเมืองจะต้องพยายามหาทางออกด้วย |
|
| |
|
|
|
|