| |
|
ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ |
|
 |
|
|
|
2008/02/09 |
| |
|
กระทรวงศึกษาฯไต้หวันทุ่มงบ 1,300
ล้านส่งเสริมนักเรียนรักการอ่าน |
จากกระแสโลกาภิวัฒน์
ทำให้ประเทศต่างๆต้องพยายามสรรหาวิธีเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันกันกันอย่างเร่งรีบ
จากผลการวิจัยพบว่า
การอ่านคือวิธีการส่งเสริมความสามารถด้านการแข่งขันที่มีกำลังและให้ผลอย่างยาวนานชนิดหนึ่ง
เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการอ่านของเด็กนักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นในประเทศ
กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ไต้หวัน
ได้เริ่มโครงการใช้งบประมาณ 1,300 ล้านเหรียญภายใน
5 ปี
เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการอ่านและเพิ่มอุปกรณ์ส่งเสริมด้านการอ่านของโรงเรียนทั่วประเทศ
หวู่เสี่ยวเสีย(武曉霞)
ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานกล่าวว่า『ที่สำคัญคือแต่เดิมมีการประเมินอย่างคร่าวๆในส่วนของการจัดซื้ออุปกรณ์ด้านการอ่านเพิ่มเติมต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น
1,000 ล้านเหรียญ แต่หากต้องมีการเพิ่มกิจกรรม
การประชาสัมพันธ์ และการจัดซื้อซอฟท์แวร์ด้วยแล้ว
งบประมาณที่ต้องใช้รวมทั้งสิ้นคือ 1,300
ล้านเหรียญ』
ศธ.ระบุว่า
โครงการดังกล่าวมีความแตกต่างจากโครงการส่งเสริมการอ่านที่ทำอยู่แต่เดิม
คือให้การช่วยเหลือเฉพาะโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากรและตั้งอยู่ในท้องที่ห่างไกลความเจริญ
โครงการในครั้งนี้เป็นการ
ส่งเสริมอุปกรณ์เพื่อการอ่านและแนะแนวจัดกิจกรรมการอ่านให้กับโรงเรียนประถมและมัธยมต้นทั้งหมด
3,387
แห่งทั่วไต้หวันซึ่งเป็นการจัดทำอย่างครอบคลุมทั้งประเทศ |
|
| |
|
ราคาสินค้านำเข้าพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 18 ปี |
จากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย
ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด
สำนักงานสถิติและบัญชีกลาง สภาบริหาร
ประกาศราคาสินค้าประจำเดือนมกราคม
ปรากฏว่าราคาสินค้านำเข้าคิดเป็นเงินเหรียญไต้หวันเพิ่มขึ้นร้อยละ
16.94 ทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี
ซึ่งนับว่าพบเห็นได้น้อยมาก
และเนื่องจากราคาสินค้านำเข้าเป็นดัชนีความกดดันของราคาสินค้าต่อผู้บริโภคที่สำคัญ
แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ในอนาคตราคาสินค้ายังคงน่าเป็นห่วง
ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา
ราคาสินค้านำเข้าสูงสุดโดยเฉลี่ยคือประมาณร้อยละ 9
ในเดือนมกราคมพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 16.94
สำนักงานสถิติและบีญชีกลางวิเคราะห์ว่า
สาเหตุหลักคือราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
ในเดือนมกราคมปีนี้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 88 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ในขณะที่เดือนมกราคมปีที่แล้วน้ำมันมีราคาเพียง 51
ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันมีการเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ70
ทั้งนี้ในปี 1990
ราคาสินค้านำเข้าก็เคยพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ
17
ซึ่งเป็นผลของวิกฤตน้ำมันโลกจากภาวะสงครามอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากนี้สำนักงานสถิติและบัญชีกลางยังระบุว่า
ในเดือนมกราคมราคาสินค้าที่เป็นตัวแปรหลักในการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าระยะยาวก็เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ
2.71 นับว่าสูงสุดในรอบ 9 ปี
นอกจากนี้ยังสูงกว่าระดับร้อยละ 2
ซึ่งเป็นระดับสัญญาณเฝ้าระวังติดต่อกัน4
เดือนอีกด้วย
ที่ผ่านมาราคาสินค้าที่เป็นตัวแปรหลักจะเพิ่มสูงขึ้นเกินร้อยละ
2 ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเท่านั้น
แต่ปัจจุบันพบว่ามีการเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 2
ทุกเดือน
ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากราคาของธัญพืชในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง |
|
| |
|
ชาวไต้หวันส่ง SMS อวยพรตรุษจีน 2 วัน 200
ล้านข้อความ |
การใช้โทรศัพท์มือถือส่งข้อความอวยพรตรุษจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากสถิติของสามบริษัทเทเลคอมยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน
เฉพาะวันส่งท้ายปีเก่าและวันขึ้นปีใหม่หรือวันตรุษจีนรวม
2 วัน มีชาวไต้หวันส่งข้อความ SMS
อวยพรตรุษจีนกว่า 180 ล้านข้อความ
ทำลายสถิติสูงสุดตั้งแต่ไต้หวันมีการนำเข้าโทรศัพท์มือถือเป็นต้นมา
ผู้ประกอบการประเมินว่า
หากนับรวมกับผู้ประกอบการขนาดเล็กอีกหลายรายแล้ว
การส่ง SMS
อวยพรช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่น่าจะสูงถึง
200 ล้านข้อความ
เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเกือบร้อยละ
20 และมากเป็นจำนวน 4 เท่าของเวลาปกติด้วย |
|
| |
|
เทศกาลโคมไฟไทเปเริ่มวันที่ 15 ก.พ.นี้ |
เทศกาลโคมไฟไทเป2008
ปีนี้ย้ายไปจัดงานที่อนุสรณ์สถาน ดร. ซุนยัดเซน (
National Dr. Sun Yat-sen Memorial Hall )
เป็นครั้งแรก ซึ่งปีนี้คือปีชวดหรือปีหนู
โคมไฟหลักจะทำเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากโคมไฟรูปหนูแบบต่างๆขนาด
60 ซม..ถึง 2.4 ม.
กว่าพันดวงและมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับความสูงของตึก
3 ชั้น
ส่วนหออนุสรณ์สถานจะทำการปกคลุมด้วยสีทองและแดง
กองการวัฒนธรรมกรุงไทเประบุว่า
ปีนี้นับเป็นเทศกาลโคมไฟที่มีความสร้างสรรด้านวัฒนธรรมมากที่สุดเท่าที่เคยจัดมา
เทศกาลโคมไฟไทเปปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15
-22 ก.พ นอกจากบริเวณแสดงโคมไฟหลักแล้ว
ยังมีบริเวณแสดงโคมไฟศิลปะ
บริเวณแสดงโคมไฟของนักเรียนนักศึกษา อุโมงค์โคมไฟ
และมีการตกแต่งประดับประดาด้วยโคมไฟตลอดสายไปจนถึงตึกที่ว่าการกรุงไทเปและเขตการค้าซิ่นยี่ด้วย |
|
| |
|
ชาวไต้หวันร้อยละ 92
หวังไม่ต้องทำงานเพื่อเงินอีกต่อไป |
มนุษย์เงินเดือนมิใช่ไม่อยากทำงาน
แต่ไม่อยากทำงานเพราะเงินเท่านั้น
ธนาคารทรัพยากรมนุษย์ 104 ประกาศผลสำรวจเรื่อง
『ความหวังของมนุษย์เงินเดือนในปีชวด』 ปรากฎว่าร้อยละ
92
ของผู้รับการสำรวจหวังว่าสามารถมีความเสรีจากความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ
ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อเงินอีกต่อไป ขณะที่ร้อยละ
85 คิดว่าต้องมีทรัพย์สินรวมกว่า 10
ล้านเหรียญขึ้นไปจึงจะบรรลุเป้าหมายความเสรีจากความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ
วิธีการที่ใช้เพื่อให้ตนเองบรรลุเป้าหมายความเสรีจากความร่ำรวยทางเศรษฐกิจนั้นมีหลายวิธีอาทิ
ร้อยละ 83 เลือกวิธีการลงทุนบริหารทรัพย์สิน
ร้อยละ 82 ใช้วิธีการทำงาน ร้อยละ 66
เลือกการเก็บออม และร้อยละ 33
เลือกใช้วิธีการทำธุรกิจของตนเองเป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีผู้รับการสำรวจอีกเกือบร้อยละ 30
ที่อาศัยการเสี่ยงโชคด้วยการซื้อล็อตโต้เพื่อบรรลุเป้าหมายด้วย
ธนาคารทรัพยากรมนุษย์ 104 ร่วมกับนิตยสาร Business
Today ทำการสำรวจมนุษย์เงินเดือนกว่า 9,500 คน
ปรากฎว่าผู้รับการสำรวจร้อยละ 85
คิดว่าต้องมีทรัพย์สินรวมกว่า 10
ล้านเหรียญขึ้นไปจึงจะบรรลุเป้าหมายความเสรีจากความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ
ไม่ต้องทำงานเพื่อการดำรงชีพอีกต่อไป
และมีอยู่ถึงร้อยละ 20
ที่คิดว่าจำเป็นต้องมีทรัพย์สินรวมถึง 100
ล้านเหรียญขึ้นไปจึงจะนับได้ว่ามีความเสรีจากความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ผู้รับการสำรวจที่มีทรัพย์สินรวม 10
ล้านเหรียญขึ้นไปมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น
แม้แต่มนุษย์เงินเดือนที่รับการสำรวจและมีอายุ 40
ปีขึ้นไป ที่มีทรัพย์สินรวม 10
ล้านเหรียญขึ้นไปก็มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น |
|
| |
|
เด็กไต้หวัน 3.5
ล้านคนได้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง |
วันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นวันมะเร็งสากล
มูลนิธิโรคมะเร็งไต้หวันได้ประกาศผลสำรวจเกี่ยวกับการสูดควันบุหรี่มือสองของเด็กไต้หวัน
โดยทำการสำรวจเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ทางอินเตอร์เนต
ระหว่างวันที่ 15-28 ม.ค. ศกนี้
มีแบบสอบถามที่สมบูรณ์ทั้งหมด 1,825 ราย
ผลการสำรวจพบว่า
มีเด็กที่เคยได้รับอันตรายจากการสูดควันบุหรี่มือสองถึงร้อยละ
95
หากเทียบอัตราส่วนจากจำนวนเด็กในไต้หวันที่มีอยู่ทั้งหมดสี่ล้านกว่าคนแล้ว
คิดเป็นจำนวนเด็กที่ได้รับอันตรายสูงถึงกว่า 3.5
ล้านคนทีเดียว
นักวิชาการระบุว่าเด็กไต้หวันตกอยู่ในอันตรายของควันบุหรี่มือสองถึงร้อยละ
95 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นคือร้อยละ50
ถือว่าเป็นอันตรายเหมือนการฆ่าตัวตายอย่างช้าๆทีเดียว
ทั้งนี้เด็กร้อยละ 70
ระบุว่าสูดดมควันบุหรี่มือสองจากผู้สูบบุหรี่บ่อยที่สุดในที่สาธารณะและที่บ้าน
เลขามูลนิธิโรคมะเร็งไต้หวันระบุว่า
ประชากรของไต้หวันอาศัยอยู่แบบค่อนข้างแออัด
และการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะยังไม่ประสบความสำเร็จ
เด็กถูกบังคับให้สูดควันบุหรี่มือสองที่มาจากการสูบบุหรี่ของผู้ใหญ่อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
มีเด็กร้อยละ 43 ระบุว่า
พ่อแม่มักจะสูบบุหรี่ข้างกายเด็กเป็นประจำ ร้อยละ
35 ระบุว่า
คนในครอบครัวได้แก่ปู่และอาเป็นต้นเป็นผู้พ่นควันบุหรี่มือสอง
นอกจากนี้มีเด็กร้อยละ 70 ระบุว่า
ภายในบ้านกลายเป็นแหล่งของควันบุหรี่มือสองไปแล้ว
และมีพ่อเป็นผู้สูบบุหรี่มากที่สุดถึงร้อยละ 48 |
|
| |
|
|
|
|