picture

picture

picture

picture

 

ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ

picture

 
2008/01/28
 

ผู้นำไต้หวันไม่อนุมัติการลาออกของคณะรัฐบาล

ก่อนการเข้ารับตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติ(สส.) สมัยที่ 7 ของไต้หวันในวันที่ 1 ก.พ. ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา นายจางจวิ้นโสง(張俊雄) นรม.ไต้หวันได้นำคณะรัฐมนตรีลาออกทั้งชุดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา และยื่นหนังสือลาออกของคณะรัฐบาลต่อประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ยนแล้วนั้น ในวันที่ 28 ม.ค. ปธน.เฉินสุยเปี่ยนได้ตีกลับหนังสือลาออกของคณะรัฐบาล พร้อมระบุว่า นรม.จางจวิ้นโสงทำงานดีเยี่ยม สมควรที่จะเป็นผู้นำคณะรัฐบาลทำงานบริหารประเทศต่อไป

ปธน.เฉินย้ำว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐบาลจะทำการยื่นหนังสือลาออกทั้งคณะ ก่อนการประชุมของสภานิติบัญญัติชุดใหม่ หลังการเลือกตั้งสส.เสร็จสิ้นลงเพื่อแสดงความรับผิดชอบนั้น เป็นการกระทำที่ควรให้การยอมรับ แต่หลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 1997 นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติ ดังนั้นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี จึงไม่เกี่ยวข้องกับสภานิติบัญญัติ ดังนั้นการที่คณะรัฐบาลทำการลาออก จึงไม่ได้จัดอยู่ในขอบข่ายของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งในปี 2005 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเวลาการดำรงตำแหน่งต่อวาระของสส.เป็น 4 ปีต่อ 1 วาระเท่ากับประธานาธิบดี ซึ่งเหลือระยะเวลาการเข้ารับตำแหน่งเพียง 3 เดือน 19 วัน นรม.ต้องนำคณะรัฐบาลลาออก 2 ครั้งในเวลาอันใกล้เคียงกัน อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่องานการบริหารประเทศและความมั่นคงทางการเมือง ดังนั้นปธน.เฉินเห็นว่า สมควรสร้างแบบอย่างใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติมากที่สุด
 

ไต้หวันอนุญาตนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเข้าประเทศโดยไม่ต้องตรวจลงตราพำนักในประเทศได้ 90 วัน

กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)ไต้หวันได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 ม.ค. อนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่เดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องตรวจลงตรา และสามารถพำนักในไต้หวันนานขึ้นจากปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 30 วัน เพิ่มเป็นไม่เกิน 90วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2008 เป็นต้นไป

จากสถิติของกต.ไต้หวัน ในปี 2007 มีชาวไต้หวันและชาวญี่ปุ่นเดินทางไปมาระหว่างประเทศทั้งสองกว่า 2.5 ล้านคน และมีชาวญี่ปุ่นประมาณ 1.2 ล้านคนที่เดินทางมายังไต้หวัน กต.คาดการณ์ว่าการใช้นโยบายใหม่นี้ จะสามารถดึงดูดชาวญี่ปุ่นมาทำการท่องเที่ยวในไต้หวันได้มากขึ้น

ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้ให้สิทธิ์แก่ชาวไต้หวันเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องรับการตรวจลงตราและพำนักอยู่ได้ 90 วัน กต.ไต้หวันพิจารณาจากความเสมอภาคและเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ จึงได้ตัดสินใจเริ่มใช้นโยบายใหม่นี้ ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2008 เป็นต้นไป
 

ประชาชนไต้หวันมีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไต้หวันครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้น

ในวันที่ 28 ม.ค.ศูนย์วิจัยพัฒนาเศรษฐกิจมหาวิทยาลัยเแห่งชาติซ็นทรัลไต้หวัน(The Research Center for Taiwan Economic Development National Central University) ได้ประกาศผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค(CCI)ประจำเดือนมกราคม 2008 อยู่ที่ 65.82จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว 3.24จุด โดยผลการสำรวจใน 6 รายการ ได้แก่มาตรฐานราคาสินค้า สภาพเศรษฐกิจของครอบครัว เศรษฐกิจในประเทศ เวลาที่เหมาะสมต่อการลงทุนในตลาดหุ้นและโอกาสของงานล้วนแต่มีค่าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีค่าดัชนีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ 56.60จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึง 10.25จุด มีเพียงค่าดัชนีเวลาที่เหมาะสมในการซื้อสินค้าที่มีความคงทนถาวรเท่านั้นที่ลดลงจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 4.85

ทั้งนี้เป็นผลจากการสำรวจดัชนี CCI ระหว่างวันที่ 20-22 ม.ค. 2008 ทำการสำรวจประชาชนไต้หวันที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปจำนวน 2339 รายทางโทรศัพท์ โดยใช้คอมพิวเตอร์ในการสุ่มเลือกเบอร์โทร มีช่วงความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 95 และมีค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 2.0
 

ไต้หวันเป็นผู้ริเริ่มทำหนังสือคำแนะนำเรื่องการค้าอวัยวะในภูมิภาคเอเชีย

เพื่อเป็นการป้องการการค้าอวัยวะอย่างผิดกฎหมายในภูมิภาคเอเชีย ศจ.โหลชางฟา(羅昌發)และ ศจ.ไช่ฝู่ชาง(蔡甫昌)ประธานและรองประธานศูนย์จริยธรรม กฏหมายและสังคมชีวการแพทย์มหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งชาติไต้หวัน(ไถต้า) ได้ร่วมกันเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมสัมมนาหน่วยงานสากลที่ทำงานด้านมาตรฐานการค้าอวัยวะแห่งภูมิภาคเอเชียขึ้นในวันที่ 26-27 ม.ค. ศกนี้ โดยมี ศจ. Leonardo De Castroรองประธานคณะกรรมการจริยธรรมชีวการแพทย์ องค์การยูเนสโก ศจ. Francis L. Delmonicoประธานคณะกรรมการจริยธรรมการปลูกถ่ายอวัยวะสากล และนักวิชาการจากประเทศต่างๆอาทิ ไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ ยุโรป สหรัฐอเมริกา อินเดีย ฟิลิปปินส์ อิหร่าน ปากีสถานเป็นต้นเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้อย่างมากมาย

การประชุมเพื่อกำหนดขอบข่ายการค้าขายอวัยวะที่มีไต้หวันเป็นผู้ริเริ่มในครั้งนี้ มีสาระสำคัญประกอบด้วย การห้ามใช้อวัยวะในรูปแบบของสินค้า และห้ามการค้าขายระหว่างประเทศ อวัยวะที่ใช้ในแต่ละประเทศต้องหาอย่างพอเพียงในประเทศตน แต่ละประเทศควรจัดทำระบบการลงทะเบียนปลูกถ่ายอวัยวะ และควรจัดตั้งระบบควบคุมการค้าอวัยวะอย่างผิดกฎหมายเป็นต้น นอกจากนี้ในวันที่ 27 ม.ค. ผู้เข้าร่วมการประชุมยังได้มีความเห็นตกลงร่วมกันจัดทำ『หนังสือคำแนะนำเรื่องการค้าอวัยวะแห่งภูมิภาคเอเชีย』ขึ้นโดยใช้ชื่อย่อว่า『เอกสารไต้หวัน』และจะมีการจัดส่งให้องค์การอนามัยโลกและองค์การยูเนสโกพิจารณาต่อไปในเดือนหน้า
 

ชาวไต้หวันร้อยละ 70 เห็นด้วยกับการบริจาคอวัยวะช่วยชีวิตผู้อื่น

ในปี 2007 ไต้หวันมีผู้บริจาคอวัยวะหลังสมองตายเพียง 151 ราย มหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งชาติไต้หวัน(ไถต้า) ได้รับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุข ทำการสำรวจเกี่ยวกับความเห็นในการบริจาคอวัยวะของชาวไต้หวันเป็นครั้งแรกพบว่า ร้อยละ 70 ของผู้รับการสำรวจเห็นด้วยกับการบริจาคอวัยวะ ร้อยละ 25 ไม่มีความเห็น และมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย โดยมีผู้รับการสำรวจทั้งหมด 620 ราย แบ่งเป็นประชาชนทั่วไป 500 ราย และเจ้าหน้าที่ด้านการรักษาพยาบาลอีก 120 ราย

เคอเหวินเจ๋อ(柯文哲) หัวหน้าหอผู้ป่วยไอซียูศัลยกรรมไถต้าระบุว่า มีประชาชนจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับการบริจาคอวัยวะหลังเสียชีวิต หากสามารถปรับปรุงขั้นตอนการบริจาคและเพิ่ม คุณภาพการดูแลผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิต ก็จะสามารถเพิ่มอัตราการบริจาคอวัยวะได้

ทั้งนี้การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิตไม่ใช่การรอตาย แต่เป็นการดูแลให้ผู้ป่วยเดินทางสู่ความตายอย่างมีคุณภาพ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดและจากไปอย่างมีเกียรติ การหยุดการดำเนินการช่วยเหลือฉุกเฉินที่ไร้ผล จะทำให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ พร้อมทั้งเหลือทางรอดไว้ให้ผู้อื่น หากแม้นว่ายินยอมบริจาคอวัยวะหลังเสียชีวิต ก็จะทำให้ชีวิตอีกมากมายอยู่รอดต่อไปได้ ผู้ป่วยที่ใช้การช่วยเหลือฉุกเฉินที่ไร้ผลมากจนเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานเท่านั้น ญาติมิตรก็ยังต้องทุกข์ทรมานใจเป็นเท่าทวีคูณด้วย
 

ปรับหนักได้ผล เมาแล้วขับลดลงกว่าครึ่ง

โทษปรับหนักได้ผล หลังจากมีการแก้ไขกฎหมายลงโทษปรับหนักผู้ที่เมาแล้วขับถึง 1.5 แสนเหรียญ ประชาชนที่อาศัยในกรุงไทเปที่ทำผิดกฎจราจรจากเมาแล้วขับจนถูกสั่งฟ้องลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน 1 เดือน เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น และมีการจัดงานเลี้ยงฉลองต่างๆ และก็เป็นช่วงที่ประชาชนทำผิดกฎดื่มเหล้าแล้วขับรถมากที่สุดด้วย แต่หลังจากมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มการลงโทษปรับคนขับรถที่มีวัดปริมาณแอลกอฮอล์เกินกำหนดจาก 30,000 เหรียญเป็น 150,000 เหรียญตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.เป็นต้นมาแล้ว จำนวนผู้ที่ถูกสั่งฟ้องจากเมาแล้วขับในแต่ละวันลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นวันแรกในการตั้งด่านตรวจของตำรวจจราจรในกรุงไทเป เพื่อรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กระทำเป็นประจำทุกปี ปรากฏว่าตลอดคืนมีผู้ที่เมาแล้วขับถูกสั่งฟ้องเพียง 53 ราย ลดลงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของปีที่แล้วที่อย่างน้อยมีมากกว่า 110 รายต่อคืน
 

สาวการศึกษาสูงในไต้หวันสละโสดหรือไม่อยู่ที่อายุ 35 ปี

ปัจจุบันหญิงโสดที่ได้รับการศึกษาสูงไม่เร่งรีบที่จะแต่งงานใช้ชีวิตคู่กันแล้ว เฉินยวี่ฮวา(陳玉華) หัวหน้าหน่วยวิจัยประชากรแห่งศูนย์วิจัยประชากรและเพศสภาพศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน(ไถต้า) ระบุว่า หากมองในแง่ของประชากรศึกษา หญิงที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป จะตัดสินแต่งงานหรือไม่ จุดหักเหสำคัญอยู่ที่อายุ 35 ปี

จากข้อมูลของสำนักสถิติและบัญชีกลาง ไต้หวันมีหญิงโสดจำนวน 1.2 ล้านคน ในจำนวนนี้มีอยู่ร้อยละ16 ที่ไม่คิดแต่งงาน และเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปถึงร้อยละ 42.15 เฉินยวี่ฮวากล่าวว่า จากข้อมูลของกรมการทะเบียนราษฎร์กระทรวงมหาดไทย ในปี 2006 ประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ร้อยละ 38 เป็นเพศชาย และร้อยละ 31 เป็นเพศหญิง เนื่องจากระบบการศึกษาทำให้อายุเฉลี่ยของการแต่งงานยืดออกไป โดยผู้ชายแต่งงานครั้งแรกเฉลี่ยที่อายุ 32.6 ปี และผู้หญิงที่ 29 ปี

ส่วนหญิงที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป จะเลือกเป็นสาวโสดตลอดไปหรือไม่ จุดหักเหสำคัญอยู่ที่หลังอายุ 35 ปี จากข้อมูลพบว่าผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 24-30 ปีและมีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไปที่ยังไม่แต่งงาน เพศชายมีอยู่ถึงร้อยละ 90 และเพศหญิงร้อยละ 85 ในช่วงอายุ 30-34 ปี เพศชายที่ยังไม่แต่งงานยังคงมากกว่าครึ่งคือมีอยู่ถึงร้อยละ 52 เพศหญิงก็ยังคงมีตัวเลขที่สูงคืออยู่ที่ร้อยละ 47 จุดหักเหที่สำคัญอยู่ที่อายุ 35-39 ปี ในเวลานี้เพศชายที่ได้รับการศึกษาสูงมีอัตราเป็นโสดลดลงเหลือร้อยละ 22 ขณะที่เพศหญิงในวัยนี้ที่ยังไม่แต่งงานก็ลดลงเช่นกันเหลือร้อยละ 29 แต่หลังจากอายุ 40 ปีไปแล้ว เพศชายที่ยังครองตัวเป็นโสดมีอัตราลดลงอย่างมากเหลือเพียงร้อยละ 11 ขณะที่เพศหญิงมีอัตราการลดลงของผู้ที่ยังไม่แต่งงานเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 22 เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เพศชายเพียงแต่แต่งงานช้า แต่เพศหญิงหากอายุเลย 40 ปีขึ้นไปแล้ว ก็มีโอกาสที่ไม่คิดจะแต่งงานสูง
 
 

picture

picture

picture

picture

Radio Taiwan International
No.55 Pei An Road Taipei, Taiwan. R.O.C.
www.rti.org.tw