picture

picture

picture

picture

 

ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ

picture

 
2008/01/21
 

ชาวไต้หวันร้อยละ 80 รู้สึกว่าผู้นำทางการเมืองไว้ใจไม่ได้

เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum- WEF) นิตยสารวิเคราะห์เศรษฐกิจะระดับโลก ประกาศผลสำรวจ “เสียงจากประชาชนปี 2007” ใน 60 ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ปรากฏว่าร้อยละ 80 ของชาวไต้หวันคิดว่าผู้นำทางการเมืองไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งนับว่าสูงเป็นอันดับสองรองจากอินเดีย(ร้อยละ 82 ) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกคือร้อยละ 60 เป็นอย่างมาก

จากประเภทของอาชีพ 8 อย่างนั้น นักข่าวคือผู้ที่ชาวไต้หวันไม่ไว้วางใจมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากนักการเมือง มีผู้ถูกสำรวจร้อยละ 10 เท่านั้นที่เชื่อถือนักข่าว ภาพลักษณ์ของนักข่าวตกต่ำกว่า นักธุรกิจ(ร้อยละ 26) ครูและอาจารย์(ร้อยละ 53) และตำรวจทหาร(ร้อยละ 13 ) นอกจากนี้ในส่วนของนโยบายบริหารประเทศของผู้นำทั่วโลก ชาวไต้หวันเห็นว่า รัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและยกระดับสิทธิของสตรีเลย(ร้อยละ 0 ) สิ่งที่ชาวไต้หวันให้ความสนใจมากที่สุดคือเพิ่มการส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจและขจัดความอดอยากหิวโหยให้หมดไปจากโลก

ทั้งนี้เป็นผลการสำรวจจากประชาชนทั่วโลกจำนวน 61,600 คน ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมในปีที่ผ่านมา
 

ภาวะโลกร้อนทำพิษ อุณหภูมิเฉลี่ยของไต้หวันสูงขึ้นต่อเนื่อง 10 ปี

ภาวะโลกร้อนก่อผลกระทบไปทั่วโลก ไต้หวันก็เช่นเดียวกัน จากการวิเคราะห์ของกรมอุตุนิยมวิทยาไต้หวันพบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2007 ของไต้หวันอยู่ที่ 24.1 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.7 องศา แม้ว่าจะไม่ได้ทำลายสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดในปี 1998 ที่ 24.4 องศาเซลเซียส แต่ก็นับว่าใกล้เคียงกันและสูงเป็นอันดับ 4 ของประวัติศาสตร์

นับแต่ปี 1998 เป็นต้นมา อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของไต้หวันเพิ่มสูงขึ้นติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งล้วนแต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด ซึ่งในอดีตพบมีเพียงปี 1960 และ 1962 เท่านั้นที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด นอกจากนี้ ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ยังมีอยู่ 7 ปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดถูกจัดอยู่ใน 10 อันดับแรกของอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอีกด้วย
 

คนไต้หวันให้บุตรใช้แซ่ตามมารดามากขึ้น

ตั้งแต่ร่างแก้ไขกฎหมายครอบครัวผ่านสภานิติบัญญัติไต้หวันเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ซึ่งกำหนดให้พ่อแม่ทำหนังสือตกลงยินยอมกันในการใช้แซ่ของบุตร จากเดือนพฤษภาคมจนถึงปลายเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา มีเด็กทารกที่ใช้แซ่จากการตกลงของพ่อแม่ทั้งหมด 120,117 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ใช้แซ่ตามพ่อ 119,640 ราย และใช้แซ่ตามแม่ 1,539 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 78ต่อ1

แม้ว่าอัตราส่วนในการใช้แซ่ตามแม่ของเด็กจะยังค่อนข้างต่ำ แต่จากการวิเคราะห์พบว่า ผู้ลงทะเบียนใช้แซ่ตามแม่ จากปีที่ผ่านมาเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 47 ราย เดือนมิถุนายน 166 ราย เดือนกรกฎาคม 184 ราย เดือนสิงหาคมเพิ่มเป็น 230 ราย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเดือนธันวาคมมีจำนวนเด็กที่ลงทะเบียนใช้แซ่ตามแม่ 259 ราย มีการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เจี่ยนไถ้หลาง รมช.มหาดไทยไต้หวันระบุว่า การใช้แซ่ของบุตรนั้นส่วนใหญ่มารดาจะเคารพในการตัดสินใจของผู้เป็นบิดา แต่เนื่องจากปัจจุบันครอบครัวมีบุตรกันน้อย ครอบครัวทางฝ่ายสตรีบางครั้งมีความต้องการด้านผู้สืบสกุล อีกทั้งทัศนคติของสังคมที่มีแนวโน้มเปิดกว้างขึ้น จึงพบการไม่ดึงดันที่จะให้เด็กใช้แซ่ตามพ่อมากขึ้นในปัจจุบัน

กรมการทะเบียนราษฎร์กระทรวงมหาดไทยระบุว่า เมื่อบุตรธิดาลงทะเบียนการใช้แซ่หลังเกิดแล้ว หากพ่อแม่ไม่พอใจก็สามารถทำหนังสือยินยอมเปลี่ยนแซ่ได้ก่อนบรรลุนิติภาวะ แต่หากบุตรธิดาที่บรรลุนิติภาวะแล้วต้องการจะเปลี่ยนแซ่ ต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดามารดา ทั้งนี้การเปลี่ยนแซ่ก่อนและหลังบรรลุนิติภาวะ กำหนดให้สามารถกระทำการได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
 

ไต้หวันกำหนด『ชีวิตศึกษา』เป็นวิชาบังคับของนักเรียนม.ปลาย

ชีวิตมีค่ายิ่ง กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ไต้หวัน ได้แก้ไขโครงข่ายหลักการศึกษาระดับมัธยมปลายสายสามัญของปีการศึกษาไต้หวัน 98 ( เริ่มเดือนกรกฎาคม 2009 ) เสร็จสิ้นแล้ว ขณะนี้รอการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก่อนประกาศใช้ต่อไป โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ บังคับให้นักเรียนม.ปลายต้องทำการลงทะเบียนศึกษาวิชา 『ชีวิตศึกษา』และ『การวางแผนชีวิต』อย่างน้อยหนึ่ง หน่วยกิตภายใน 3 ปี จึงจะสามารถจบการศึกษาได้ โดยเจ้าหน้าที่ของศธ.ระบุว่า 『ชีวิตศึกษา』จะให้ความรู้ครอบคลุมทั้งเรื่องปรัชญา ศาสนา คุณธรรม เพศสัมพันธ์ ชีวิตสมรส และความห่วงใยในการเกิดและความตายเป็นต้น

ทั้งนี้โครงข่ายหลักการศึกษาระดับมัธยมปลายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำหนดให้วิชา『ชีวิตศึกษา』และ『การวางแผนชีวิต』เป็นวิชาเลือก ทำให้มีโรงเรียนมัธยมปลายมากมายที่พบกับแรงกดดันจากการสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย จึงไม่ได้มีการเปิดสอนในวิชาดังกล่าว ดังนั้นทางศธ.จึงได้มีการแก้ไข กำหนดให้เป็นวิชาบังคับในปีการศึกษาไต้หวัน 98 เป็นต้นไป
 

ครอบครัวตัวอย่างผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ แบบอย่างให้ผู้คนมากขึ้นได้ลิ้มรสแห่งความสุข

มูลนิธิการกุศล Cathay และมูลนิธิเอเดน (Eden Social Welfare Foundation) ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมมอบรางวัลยกย่องครอบครัวตัวอย่างของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เมื่อวันที่ 19 ม.ค. โดยมูลนิธิเอเดนระบุว่า มีครอบครัวของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทั้งหมด 41 ครอบครัวที่ได้รับการเสนอชื่อ และได้รับการคัดเลือกทั้งหมด 10 ครอบครัว ครอบครัวของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เหล่านี้มาจากเวียดนาม จีนแผ่นดินใหญ่และเกาหลีเป็นต้น

หลีชิวเซียงผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่มาจากเวียดนามและเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ได้รับรางวัลการยกย่องครั้งนี้กล่าวว่า เธอได้รับการสนับสนุนจากสามีให้เรียนภาษาจีน พ่อแม่สามีก็ให้การช่วยเหลือในการดูแลลูกๆ ทำให้เธอเรียนได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ และสามารถเรียนจบสอบผ่านได้ใบประกาศฯของชั้นประถมศึกษา และยังได้เข้าเรียนต่อระดับมัธยมต้นในปัจจุบันด้วย เธอกล่าวว่าการที่เธอตั้งใจเรียนภาษาจีน ก็เพราะหวังจะอบรมดูแลลูกๆให้ดีนั้นเอง ปัจจุบันเธอยังได้ทำงานเป็นอาสาสมัครในหน่วยงานหลายแห่ง เพื่อให้การช่วยเหลือเพื่อนๆที่มาจากเวียดนาม หวังให้พี่น้องทุกคนได้สัมผัสรสชาติแห่งความสุขเช่นเดียวกัน

มูลนิธิการกุศล Cathayและมูลนิธิเอเดนได้ให้การช่วยเหลือแก่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการอบรม อาสาสมัครเพื่อการเยี่ยมเยียนถึงบ้าน ให้การช่วยเหลือตามความต้องการ เสริมสร้างกำลังและความหวังแก่ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เหล่านี้ และจากการเยี่ยมเยียนตามบ้าน พบว่ามีครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนไม่น้อยที่มีความสุขน่ายกย่อง จึงได้จัดทำกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อให้ครอบครัวเหล่านี้ได้มีโอกาสแบ่งปันเคล็ดลับและประสบการณ์ เป็นแนวทางแก่ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อื่นๆ ให้สามารถลิ้มรสแห่งความสุขได้โดยทั่วกัน
 
 

picture

picture

picture

picture

Radio Taiwan International
No.55 Pei An Road Taipei, Taiwan. R.O.C.
www.rti.org.tw