picture

picture

picture

picture

 

ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ

picture

 
2008/01/15
 

ไต้หวันได้รับการจัดให้เป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจอันดับที่ 25 ของโลก

มูลนิธิเฮอริเทจ (Heritage Foundation)ได้ร่วมมือกับหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลประกาศดัชนีเศรษฐกิจเสรี (Index of Economic Freedom) ปี 2008 ไต้หวันถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 25 ของโลกหรืออันดับหกของเอเชีย ขณะที่จีนอยู่ในอันดับที่ 126

ผลการศึกษาของมูลนิธิเฮอริเทจซึ่งทำการศึกษาวิจัยระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ สำหรับในปีนี้ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจถึง 161 เขต พบว่าฮ่องกงยังคงครองแชมป์เขตเศรษฐกิจที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก และสิงคโปร์ ครองอันดับสอง อันดับสามคือไอร์แลนด์ อันดับสี่ ออสเตรเลีย อันดับที่ห้า สหรัฐ
 

กต.ไต้หวันประกาศยุติความช่วยเหลือทั้งหมดแก่มาลาวี

กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน สาธารณรัฐจีนออกแถลงการณ์ในค่ำวันที่ ๑๔ มค. ศกนี้ว่า กรณีที่มาลาวีหันไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนนั้น รัฐบาลไต้หวัน สาธารณรัฐจีนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เพื่อปกป้องเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี อำนาจอธิปไตยของชาติ และความผาสุกของประชาชนรัฐบาลไต้หวันสาธารณรัฐจีนจึงขอประกาศยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับมาลาวี และระงับโครงการความช่วยเหลือทั้งหมดแก่มาลาวี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายหยางจื่อเป่า รมช. ต่างประเทศไต้หวันจัดแถลงข่าวโดยประกาศตัดความสัมพันธ์กับมาลาวีในช่วงเวลา ๑๘.๓๐ น. ของวันที่ ๑๔ มค.ศกนี้หลังได้รับรายงานจากสถานทูตไต้หวันประจำมาลาวีว่ามาลาวีได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

นายหยางจื่อเป่ากล่าวว่า ไต้หวันกับมาลาวีมีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันมาตั้งแต่ปี๒๕๐๙ รวมเวลา ๔๒ ปีตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาไต้หวันได้ให้ความช่วยเหลือมาลาวีในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน แต่ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วมีข่าวว่าทางการปักกิ่งทุ่มเงินจำนวนมากถึง ๖๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อดึงมาลาวีไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตด้วย แม้ไต้หวันจะพยายามเจรจากับมาลาวีมาตลอดช่วงเวลาเดือนกว่าๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ดีการที่มาลาวีร่วมกับจีนฉีกหน้าไต้หวันด้วยการประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อช่วงเดียวกับที่ประธานาธิบดีเฉินสุ่ยเปี่ยนเดินทางเยือนต่างประเทศ นั้น รมช. ต่างประเทศกล่าวว่าเป็นการตั้งใจทำให้รัฐบาลและประชาชนชาวไต้หวันได้รับความอับอาย ซึ่งไม่น่าจะเป็นพฤติกรรมของประเทศประชาธิปไตยที่กระทำต่อประเทศพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ต่อกันมายาวนานถึง ๔๒ ปี สำหรับภารกิจสำคัญหลังตัดความสัมพันธ์กับมาลาวีคือ การยุบสถานทูตไต้หวันประจำมาลาวี ซึ่งได้มีการร่างแผนการเอาไว้ล่วงหน้าแล้วโดยใน ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ทางการทูตในสถานทูตทั้งหมด หกคน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ อีก ๑๔ คน นอกจากนี้ยังมีนักธุรกิจไต้หวันที่เข้าไปลงทุนในมาลาวีจำนวนหนึ่ง หวังว่าทางการมาลาวีจะยึดตามธรรมเนียมปฎิบัติทางการทูตให้ความคุ้มครองความปลอดภัยและทรัพย์สินของชาวไต้หวันเหล่านี้ต่อไป

ทั้งนี้หลังจากที่ไต้หวันตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับมาลาวีแล้วจะเหลือประเทศพันธมิตรในทวีปแอฟริกาเพียง ห้าประเทศอันได้แก่ สวาซิแลนด์ บูร์กิน่า ฟาโซ เซาตูมีแอนด์ปรินซิปี้และแกมเบีย ขณะที่เหลือประเทศพันธมิตรทั้งหมด ๒๓ ประเทศ
 

สั่งฟ้องผู้ที่พัวพันกับคดีซื้อสิทธิขายเสียง 2693 คน

การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติไต้หวัน(สส. )สมัยที่ ๗ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่๑๒มค.นี้เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่แต่ละเขตเลือกตั้งจะมีสส. เพียงคนเดียวเท่านั้นทำให้การแข่งขันระหว่างผู้สมัครเป็นไปอย่างดุเดือด ขณะที่มีการแจ้งความคดีซื้อสิทธิขายเสียงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กรมตำรวจไต้หวันเปิดเผยว่า การเลือกตั้งกตั้งครั้งนี้สามารถจับกุมและสั่งฟ้องศาลคดีซื้อสิทธิขายเสียงรวม ๑๙๓ คดี มีผู้ต้องหาทั้งสิ้น ๒๖๙๓ ราย นอกจากนี้ยังพบว่าแม้การเลือกตั้งจะสิ้นสุดลงไปแล้วแต่มีรายงานว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งบางรายที่ได้รับชัยชนะแล้วกำลังมีการส่งมอบของหรือเงินให้แก่หัวคะแนนของตนในเร็วๆนี้ ซึ่งขณะนี้ทางการตำรวจและเจ้าหน้าที่อัยการกำลังตรวจสอบกันอยู่

นายโหวโหย่วอี๋ อธิบดีกรมตำรวจกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ กรมตำรวจระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกดูแลและตรวจสอบการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างเต็มกำลังนอกจากนี้ทั้งกรมตำรวจและกรมอัยการได้ใช้วิธีให้รางวัลแก่เจ้าหน้าที่ที่ตรวจพบการซื้อสิทธิขายเสียง แต่หากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากเขตอื่นข้ามเขตเข้ามาตรวจพบการซื้อสิทธิขายเสียงก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำเขตหัวหน้าสถานีตำรวจในเขตนั้นจะถูกลงโทษทางวินัย โดยถูกปลดลงจากตำแหน่งทันที ทั้งนี้เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและถูกต้องตามกฏหมาย
 

นโยบายห้ามฆ่าเป็ดไก่ในตลาดสดที่จะเริ่มตั้ง 1 เมย.นี้อาจต้องเลื่อนออกไปชั่วคราว

องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมออกมาแฉว่า นโยบายห้ามฆ่าเป็ดไก่ในตลาดสดที่จะเริ่มตั้ง 1 เมย.นี้อาจต้องเลื่อนออกไปชั่วคราวเพราะจนถึงขณะนี้ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนกว่ามาตรการรองรับหลายๆด้านยังไม่มีความพร้อม ทางด้านคณะกรรมการเกษตรออกมาแถลงว่า โครงการหลายด้านกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายได้ตามที่กำหนดเอาไว้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ กรมป้องกันโรคสัตว์ คณะกรรมการการเกษตร ไต้หวันประกาศว่าเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกนับจากเดือนเมษายน ๒๕๕๑ เป็นต้นไปห้ามมีการฆ่าสัตว์ปีก(เป็ด ไก่)ในตลาดสด กำหนดให้มีการฆ่าสัตว์ปีกในโรงฆ่าสัตว์เท่านั้น โดยในช่วงหกเดือนแรกของการใช้มาตรการนี้ถือเป็นช่วงประชาสัมพันธ์ แผงขายเนื้อสัตว์ปีกในตลาดสดห้ามฆ่าเองแต่จะขายได้เฉพาะเนื้อสัตว์ปีกที่ผ่านการฆ่าและชำแหระจากโรงฆ่าสัตว์แล้วหากฝ่าฝืนจะมีการออกใบเตือนก่อน แต่หลังวันที่ ๑ ตุลาคมปีนี้แล้วผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงิน ห้าแสนเหรียญเอ็นที อย่างไรก็ดีรัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการแผงขายเนื้อสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ด้วยการให้เงินช่วยเหลือในการซื้อตู้แช่แข็งรายละสูงสุดหนึ่งแสนเหรียญเอ็นที ส่วนผู้ที่ต้องการสร้างโรงฆ่าสัตว์ปีกซึ่งปัจจุบันทั่วไต้หวันมีเพียง ๑๗ โรงกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก ๓๓ โรง คาดจะเริ่มเปิดดำเนินการในเดือนเมษายนนี้ได้ ๓๐ โรง ซึ่งคาดว่าน่าจะเพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั่วไต้หวันที่แต่ละสัปดาห์มีความต้องการไก่มากถึง ๓,๕๐๐,๐๐๐ ตัว อย่างไรก็ดีเนื่องจากชาวไต้หวันส่วนใหญ่ยังนิยมไปซื้อเป็ดไก่จากตลาดสดที่มีการฆ่ากันที่แผงขายเนื้อสัตว์ปีก เพราะเชื่อว่าสดและรสชาดดีกว่าเนื้อไก่ที่แช่แข็ง จากการสำรวจพบว่าจนถึงขณะนี้สัตว์ปีกจากฟาร์มราว ๙๒ เปอร์เซ็นต์ส่งให้แก่แผงขายเนื้อสัตว์ปีกในตลาดสด
 

ไต้หวันประสบความสำเร็จในการวิจัยใช้ข้าวฟ่างหวานเป็นเชื้อเพลิง

ในยุคที่น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาสูงมากเช่นปัจจุบัน หลายประเทศหันมามองหาพลังงานทดแทนจากพืชกันมากขึ้น สถาบันวิจัยการเกษตร คณะกรรมการการเกษตร ไต้หวันแถลงว่าประสบความสำเร็จในการใช้ลำต้นและใบของข้าวฟ่างหวานในการผลิตเป็นเอทานอลได้แล้ว โดยลำต้นและใบของข้าวฟ่างหวาน ๖๐ ตันสามารถผลิตเอทานอลได้ ๒๐๐๐ กก.ขึ้นไปส่วนกากที่เหลือสามารถนำไปใช้ในการผลิตอาหารสัตว์และผลิตกระดาษ

นายหวูหมิงเจ๋อ ผู้อำนวยกา รสถาบันวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ลำต้นของพืชที่มีน้ำตาลและแป้งในปริมาณมากเช่นอ้อย มันสำปะหลังและข้าวฟ่างหวาน สามารถนำมาผลิตเอทานอลได้ทั้งนั้น แต่เนื่องจากอ้อยต้องใช้เวลาปลูกนานจึงจะตัดได้ ส่วนมันสำปะหลังปลูกได้เฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วง พืชทั้งสองชนิดใช้เวลาปลูกเกือบ 1 ปี จึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกัน คือ ประมาณปลายตุลาคมจนถึงเมษายน หลังจากนั้นโรงงานกลั่นเอทานอลจะขาดแคลนวัตถุดิบมาผลิต ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเอทานอลไม่เต็มกำลังการผลิต ถือเป็นการสูญเสียในเชิงเศรษฐกิจ ไม่คุ้มต่อการลงทุน ในขณะที่ข้าวฟ่างหวาน( Sweet sorghum : Sorghum bicolor L. Moench)เป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้ผลิตเอทานอล น้ำเชื่อม และอาหารสัตว์ จัดเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นจึงปลูกได้ปีละหลายครั้ง มีปริมาณน้ำตาลในลำต้นใกล้เคียงกับอ้อย จัดเป็นพืชที่มีคุณสมบัติทนแล้งได้ดี เแตกต้นใหม่ได้หลังจากตัดต้นเดิมไปแล้ว และมีน้ำในลำต้นหวานสามารถนำไปใช้ผลิตน้ำตาลที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการตกผลึก ได้เช่นเดียวกับอ้อย ที่สำคัญ เป็นพืชที่ต้องการน้ำและปุ๋ยน้อยกว่าอ้อยประมาณ 60% จะตัดต้นมาหีบหลังเก็บเกี่ยวช่อไปแล้ว ข้าวฟ่างหวานที่ปลูกในสภาพอาศัยน้ำฝนจะให้ผลผลิตต้นสดเฉลี่ยประมาณ 4-7 ตัน/ไร่ เพราะส่วนใหญ่ไม่สามารถเก็บผลผลิตจากตอได้ หากปลูกในสภาพที่มีน้ำจะได้ผลผลิตต้นสดเฉลี่ย (จากการตัดต้นครั้งแรกและครั้งที่ 2 ) ตั้งแต่ 15-20 ตัน/ไร่ ความหวานเฉลี่ยในรูปของค่า brix จะอยู่ระหว่าง 15-22 องศาบริกซ์ แต่มีข้อเสียคือระหว่างเพาะปลูกต้องดูแลกำจัดวัชพืช เนื่องจากลำต้นมีขนาดใหญ่เมื่อมีการเก็บเกี่ยวจำเป็นต้องใช้สถานที่จัดเก็บขนาดใหญ่มาก

ผู้อำนวยกา รสถาบันวิจัยการเกษตรกล่าวว่าเอทานอลสามารถนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล์ซึ่งปัจจุบันมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศและไต้หวันกำลังผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิงให้มากขึ้น
 
 

picture

picture

picture

picture

Radio Taiwan International
No.55 Pei An Road Taipei, Taiwan. R.O.C.
www.rti.org.tw