| |
|
ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ |
|
 |
|
|
|
2008/01/10 |
| |
|
ไต้หวันประกาศใช้นโยบายให้สิทธิพิเศษแก่ชาวต่างชาติ
ดึงดูดชาวต่างชาติมาทำงานมากขึ้น |
หลังจากที่สภาบริหารไต้หวัน
ได้วางมาตรการเพื่อดึงดูดบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาลงทุนหรือทำงานในไต้หวันมากขึ้น
โดยให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี
เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ล่าสุด
สภาบริหารไต้หวัน
ได้ประกาศบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว
โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.
ปีนี้เป็นต้นไป
คาดจะมีคนต่างชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์นี้กว่า
3,000 คน
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ เปิดเผยว่า
ชาวต่างชาติที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในหน่วยงาน
องค์กร สถานศึกษาและบริษัทต่างๆ
หากพำนักอาศัยในไต้หวันครบ 183 วันเต็ม
จะได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษี อาทิ
การลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ค่าขนย้ายกรณีย้ายที่พำนักอาศัย และค่าเช่าบ้าน
เป็นต้น
สำหรับสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่ภาษีนั้น
ได้มีการผ่อนปรนกฎระเบียบสำหรับการยื่นเรื่องขอเดินทางเข้าไต้หวันหรือขอพำนักในไต้หวันด้วย
ซึ่งรวมถึงการลดขั้นตอนขอรับการตรวจลงตราหนังสือเดินทางสำหรับชาวต่างชาติและครอบครัว
เช่น การขอขยายเวลาพำนักในไต้หวัน
จากเดิมสามารถยื่นเรื่องขอขยายเวลาพำนักในไต้หวันได้ก่อนวันหมดอายุ
15 วัน ก่อนวันหมดอายุ 1 เดือน ขณะเดียวกัน
ได้ผ่อนปรนข้อจำกัดสำหรับคู่สมรสของชาวต่างชาติที่เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่
ในการขอรับการตรวจลงตราชนิดใช้ได้หลายครั้งด้วย
|
|
| |
|
เอสแคประบุ
อัตราเงินเฟ้อไต้หวันต่ำสุดในกลุ่มเอเชียแปซิฟิค |
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก
หรือ เอสแคป (UNESCAP) เผยแพร่รายงานเรื่อง Key
Economic Developments and Prospects in the Asia-Pacific
Region 2008 ระบุว่า
ปีที่แล้วเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคขยายตัวที่ระดับ
8.2%
โดยจีนแผ่นดินใหญ่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุด
คือ 11.5% รองลงมาคือ เตอร์กมินิสสถาน 10%
และประเมินว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิคในปีนี้
จะปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 7.8 %
แต่ยังคงเป็นแรงดันหลักให้เศรษฐกิจโลกเติบโตมากที่สุด
โดยมีเศรษฐกิจจีนแผ่นดินใหญ่ และอินเดีย
รวมทั้งรัสเซีย เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
สำหรับไต้หวัน เอสแคป ระบุว่า ปี 2550
เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตที่ระดับ 4.4%
ขยายตัวต่ำที่สุดในเอเชียแปซิฟิค
แต่อัตราเงินเฟ้อของไต้หวันนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี
โดยมีการขยายตัวเพียง 1.6% น้อยที่สุดในเอเชียแปซิฟิค
รองลงมาคือฮ่องกงและสิงคโปร์
ซึ่งมีการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อเท่ากันที่ระดับ
1.8%
ขณะที่ รายงานภาวะเศรษฐกิจโลก ปี 2008
ของสหประชาชาติ ชี้ว่า
ไต้หวันมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีที่แล้วที่ระดับ
4.6% สูงกว่าไทยซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 4.5%
เล็กน้อย โดยในช่วงไตรมาสสามของปี 2550 นั้น
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันปรับตัวดีขึ้น
มาอยู่ที่ระดับ 6.9% และดีกว่าเกาหลีใต้
ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง และอินเดีย
ซึ่งในส่วนของการเติบโตทางอัตราเงินเฟ้อนั้น
ไต้หวันมีการขยายตัว 1.4% น้อยที่สุดในเอเชียแปซิฟิค
และคาดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจไต้หวันจะเติบโต 4.4%
และมีอัตราเงินเฟ้อขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2% ในปีนี้ |
|
| |
|
สถานการณ์วัณโรคในไต้หวันทรุดหนัก
พบผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่เชื้อเพิ่มปีละ 6 พันคน |
วันที่ 9 ม.ค. กรมป้องกันโรค ทบวงสาธารณสุขไต้หวัน
ประกาศว่า
เด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 3 วัย
14 ปี ซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในภาคเหนือของไต้หวัน
ได้เสียชีวิตจากการติดเชื้อวัณโรคอย่างรุนแรงแล้ว
พร้อมชี้ว่า
ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อ
มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่าคนปกติถึง 34-41
เท่า
กรมป้องกันโรค เปิดเผยว่า
ไต้หวันมีผู้ติดเชื้อวัณโรคเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ
15,000 คน
ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อประมาณ
6 พันคน โดยในปัจจุบัน
ไต้หวันมีผู้ป่วยวัณโรคที่ดื้อยารักษาขั้นแรกอย่างน้อย
2 ขนาน หรือวัณโรคเอ็มดีอาร์ (multi-drug
resistant TB) ประมาณ 300-400 คน
และมีผู้ป่วยวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยาอย่างรุนแรง
หรือวัณโรคเอ็กซ์ดีอาร์ (extreme drug resistant
TB) ซึ่งไม่เพียงดื้อยารักษาขั้นแรกเท่านั้น
แต่ยังดื้อยารักษาขั้นที่ 2 ไม่ต่ำกว่า 3 ขนาน
จากทั้งหมด 6 ขนาน ประมาณ 17 คน
จากข้อมูลในปี 2548(2005) พบว่า
อัตราความเสี่ยงการติดเชื้อวัณโรคของไต้หวันอยู่ที่
0.725% 72.5 / 10000 เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว
จะเห็นว่าผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อ
มีโอกาสติดเชื้อสูงกว่ามาก
โดยจากสถิติของกรมป้องกันโรค ชี้ว่า
แต่ละปีไต้หวันมีผู้เสียชีวิตจากวัณโรคประมาณ 800
คน
โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อหรือเสียชีวิตจากวัณโรคมักเป็นผู้สูงอายุ
กรมป้องกันโรค ชี้ว่า
คนทั่วไปหลังจากติดเชื้อวัณโรคแล้ว
โดยปกติจะไม่เป็นโรคในทันที
ซึ่งปริมาณเชื้อในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคแฝงจะไม่มาก
และไม่แพร่เชื้อแก่ผู้อื่น ทั้งนี้
หากได้รับยารักษาอย่างต่อเนื่องและครบกำหนด
จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคได้มากกว่า 90% |
|
| |
|
ผลสำรวจชี้ ดูโทรทัศน์
เป็นกิจกรรมยามว่างยอดนิยมของแรงงานในไต้หวัน |
ไต้หวันมีจำนวนแรงงานประมาณ 7-8 ล้านคน
คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด
คณะกรรมการกิจการแรงงาน หรือ ซีแอลเอ
ได้ทำการสำรวจวิธีการพักผ่อนหย่อนใจของกลุ่มผู้ใช้แรงงานในไต้หวัน
พบ แรงงานส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเพศใด อายุเท่าไหร่
หรือมีการศึกษาระดับไหน
ต่างชอบดูโทรทัศน์มากที่สุด รองลงมาคือ
ท่องเที่ยวในประเทศ
ขณะที่การเล่นอินเตอร์เน็ตแซงหน้าการอ่านหนังสือ
ขึ้นแท่นกิจกรรมยามว่างยอดนิยมอันดับสาม
คณะกรรมการกิจการแรงงาน ชี้ว่า
เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลปี 2545 (2002) พบว่า
การเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นกิจกรรมยามว่างที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากที่สุด
โดยเพิ่มขึ้นกว่า 9.1% เห็นได้ว่าช่วงหลังมานี้
การใช้อินเตอร์เน็ตค่อยๆ
กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของแรงงานแล้ว
สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจด้วยการเล่นกีฬาลูกบอลประเภทต่างๆ
ดูภาพยนตร์ และเล่นเกมส์
ยังคงมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้น
ขณะที่การอ่านหนังสือนั้น ลดลง 4.4%
ส่วนการพูดคุยสนทนาและการเข้าร่วมชมรมต่างๆ
ก็มีอัตราลดลงเช่นกัน
ทั้งนี้ นอกจากการดูโทรทัศน์
ซึ่งเป็นวิธีพักผ่อนหย่อนใจที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานหญิงและชายเลือกมากที่สุดแล้ว
กิจกรรมยามว่างอื่นๆ
ยังคงมีความแตกต่างกันระหว่างแรงงานหญิงและแรงงานชาย
โดยแรงงานหญิง จะนิยมเดินช๊อปปิ้ง อ่านหนังสือ
และท่องเที่ยวในประเทศมากกว่า
ขณะที่แรงงานชายมักใช้เวลายามว่างในการเล่นกีฬา
เล่นเกมส์ และการตกปลาหรือกุ้งเป็นส่วนมา |
|
| |
|
|
|
|