picture

picture

picture

picture

 

ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ

picture

 
2008/01/08
 

ห้าปีที่ผ่านมาไต้หวันส่งผักกาดแก้วไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 20 เท่า

ไต้หวันปลูกผักกาดแก้วที่นำเข้าพันธุ์จากสหรัฐฯ ได้มาตรฐานสากลสามารถส่งไปขายญี่ปุ่นได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยนับจาก ปี 2545 ส่งออกไปญี่ปุ่นได้เพียง 47 ตัน เพิ่มเป็น 20 เท่าในปี 2550 คือส่งออกไปญี่ปุ่น 2,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,450,000 เหรียญสหรัฐฯ

คณะกรรมการการเกษตร ไต้หวันเปิดเผยว่า ในอดีต ไต้หวันนำเข้าผักกาดแก้วจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ปัจจุบันไต้หวันสามารถผลิตได้เองและส่งออกไปญี่ปุ่นได้ โดยช่วงเวลาที่ไต้หวันปลูกผักกาดแก้วเป็นช่วงระหว่างที่สหรัฐฯเก็บเกี่ยวแล้วและหยุดเพาะปลูกประจำปี ทำให้ความต้องการมีมากกว่าปริมาณที่เสนอขาย ราคาจึงสูงและคู่แข่งน้อย ปัจจุบันผักกาดแก้วของไต้หวันครองส่วนแบ่งตลาดญี่ปุ่น 32 % และญี่ปุ่นจัดให้ผักกาดแก้วไต้หวันอยู่ในระดับ 4-5 ดาวซึ่งมีราคาสูง

นายเฉินหรุ่ยหลง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมตลาดต่างประเทศ คณะกรรมการการเกษตร กล่าวว่า หลังปี 2544 การส่งออกผักกาดแก้วเริ่มเพิ่มมากขึ้น นอกจากบังเอิญเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นต้องการนำเข้าผักกาดแก้วพอดีแล้ว ยังเป็นเพราะคุณภาพของผักกาดแก้วที่ไต้หวันปลูกได้รับการพัฒนาให้ได้ระดับมาตรฐานสากล ซึ่งเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไต้หวันได้อีกทางหนึ่ง ในอนาคตจะผลักดันให้ขยายตลาดไปยังสิงคโปร์และมาเลเซียด้วย
 

กกต.ไต้หวันย้ำไม่รับบัตรลงประชามติไม่ถูกปรับ ฉีกทิ้งปรับ5,000-50,000 เหรียญ

กรณีที่พรรคก๊กหมินตั่งซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญของไต้หวันเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนไม่รับบัตรลงประชามติ ให้รับเฉพาะบัตรเลือกตั้งสส. เขตและเลือกพรรคการเมือง ทำให้มีข่าวลือออกมาว่าหากไม่รับบัตรลงประชามติจะถูกปรับเป็นเงิน ห้าพันเหรียญเอ็นทีนั้น

วันที่ ๗ มค. ที่ผ่านมาสส. จากพรรคก๊กหมินตั่งเช่น เจิงหย่งเฉวียน หงซิ่วจู้ ส้วยฮว่า

หมิน และหลีเจียจิ้น ได้เดินทางไปยังที่ทำการคณะกรรมการการเลือกตั้งส่วนกลาง ขอให้ชี้แจงข่างลือดังกล่าว ขณะที่นายเติ้งเทียนโหย่ว เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งส่วนกลางชี้แจงว่า การเลือกตั้งเป็นสิทธิของประชาชน ดังนั้นประชาชนสามารถตัดสินใจเองว่าจะรับบัตรเลือกตั้งสส.หรือบัตรลงประชามติหรือไม่ และไม่ถือว่าผิดกฏหมาย ไม่มีการปรับเงินใดๆ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งส่วนกลางเรียกร้องว่าประชาชนควรออกมาใช้สิทธิกันอย่างเต็มที่ และไม่ต้องการให้ปฏิเสธรับบัตรลงประชามติ

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งส่วนกลางกล่าวว่า ผู้ที่รับบัตรเลือกตั้งและบัตรลงประชามติแล้วต้องหย่อนลงในกล่องบัตร ห้ามฉีกทิ้ง หรือนำออกไปนอกคูหาเลือกตั้ง หากฉีกบัตรเลือกตั้งหรือบัตรลงประชามติจะถูกปรับเป็นเงิน ตั้งแต่ 5,000-50,000 เหรียญเอ็นทีหากนำบัตรเลือกตั้งออกไปนอกคูหาเลือกตั้งจะมีโทษจำคุก ไม่เกิน หนึ่งปี

ทั้งนี้ไต้หวันกำหนดจะจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ หรือสส. และการลงประชามติในวันเสาร์ที่ 12 มค. นี้
 

ไต้หวันส่งออกเพิ่มขึ้นทุบสถิติเดิมอีกครั้ง

จากสถิติของกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ไต้หวันพบว่า ปี พศ. 2550 ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกและนำเข้าล้วนทำลายสถิติเดิม โดยการส่งออกมีมูลค่าทั้งสิ้น 246.72 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นำเข้า 219.35 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ไต้หวันได้ดุลย์การค้าเกินดุล 27.37 พันล้านเหรียญสหรัฐฯทำสถิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากพิจาณาจากประเทศที่ไต้หวันส่งออกพบว่าการส่งออกไปจีนและฮ่องกงเพิ่มขึ้นมากทีสุดคือเพิ่มขึ้น12.6% คิดเป็นร้อยละ 40.7 ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯซึ่งเคยเป็นประเทศที่ไต้หวันส่งออกมากที่สุดพบว่า ปีที่แล้วการส่งออกไปสหรัฐฯลดลง0.9% หรือ ร้อยละ13 ของการส่งออกทั้งหมดแต่ก็ยังมากกว่าการส่งออกไปญี่ปุ่น สิงคโปร์และเกาหลีใต้

กระทรวงการคลังระบุว่าแม้มีการคาดการ์ณว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเติบโตขึ้นอย่างช้าๆแต่เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนและอินเดียจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของไต้หวันเติบโตขึ้นตามไปด้วย
 

บริษัทต่างชาติจ่ายอั๋งเปาน้อยกว่าปีที่แล้ว 1.2 เดือน

เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนในไต้หวันให้สนใจมากที่สุดคือเงินอั๋งเปาหรือโบนัสที่แจกช่วงตรุษจีน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้ปีนี้โดยทั่วไปแล้วเงินอั๋งเปาลดลง แม้แต่บริษัทข้ามชาติซึ่งที่ผ่านมามักจ่ายโบนัสมากเป็นพิเศษประมาณ 3-5 เดือน ปีนี้ลดลงเฉลี่ย 1.2 เดือนเหลือ 1.79 เดือนหรือประมาณ 66,490 เหรียญเอ็นที นอกจากนี้ประมาณร้อยละ เก้าของบริษัทข้ามชาติไม่สามารถจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานได้ สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของไต้หวันเช่น ฟอร์โมซา พลาสติกกรุ๊ปปีนี้ยังคงจ่ายเงินโบนัสอย่างน้อยหกเดือนเหมือนเช่นทุกปี

ส่วนบริษัทไชน่าสตีล ซึ่งเป็นรัฐวิสากิจผลิตเหล็กกล้าของไต้หวันที่มีกำไรสูงที่สุดในบรรดารัฐวิสากิจทั้งหมด จ่ายโบนัสประมาณ 10 เดือน
 

กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันผลักดันประชาชนเรียนภาษาอังกฤษ ผู้มีรายได้ต่ำเรียนฟรี

เพื่อผลักดันให้ประชาชนทั้งประเทศเรียนรู้ภาษาอังกฤษ กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือกองศึกษาธิการในเมืองต่างๆเพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเปิดคอร์สสอนภาษาอังกฤษพื้นฐานให้แก่ประชาชน สูงสุดชั้นเรียนละ 25,000 เหรียญเอ็นที โดยผู้ที่มีรายได้ต่ำไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ทั้งนี้เมื่อเจ็ดปีที่แล้วไต้หวันเริ่มผลักดันการสอบวัดมาตรฐานภาษาอังกฤษ ซึ่งแบ่งเป็นระดับพื้นฐาน กลางและสูง โดยประชาชนทั่วไปสามารถสมัครสอบได้ จากสถิติของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า ช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมามีคนสมัครสอบเกินกว่า สองล้านหกแสนคน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการเรียกร้องให้บุคคลทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่ต้องติดต่อกับชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถแท็กซี่ พนักงานบริการร้านอาหาร และผู้ที่ทำงานในธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ควรเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อหน้าที่การงานของตน
 

ครูส่วนใหญ่เห็นว่าบุตรของคู่สมรสชาวต่างชาติเรียนภาษาจีนช้ากว่าเด็กทั่วไป

การสำรวจของ มูลนิธิเพิร์ล เอส บัค (Pearl S. Buck Foudation) องค์กรเอ็นจีโอที่ให้ความช่วยเหลือ ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หรือคู่สมรสต่างชาติในไต้หวันซึ่งสุ่มสำรวจครูและนักเรียนที่มารดาเป็นชาวต่างชาติในเขตไทเปและกรุงไทเปจำนวน 272 ตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ23 ของ ครูชั้นประถมศึกษาเห็นว่าเด็กที่เกิดจากคู่สมรสต่างชาติมักมีปัญหาด้านการเรียนรู้ภาษาจีน จากการที่ในปัจจุบันไต้หวันมีคู่สมรสต่างชาติมากถึง 380,000 คน

มูลนิธิเพิร์ล เอส บัค เรียกร้องให้หน่วยงานด้านการศึกษาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ขณะเดียวกันทางโรงเรียนควรจัดกิจกรรมต่างๆที่ช่วยให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสได้เรียนรู้หรือฝึกฝนการใช้ภาษาจีนให้มากขึ้น เพื่อให้ตามทันเพื่อนนักเรียนในชั้นเรียน

นางเคออี่วหลิง เลขาธิการมูลนิธินิธิเพิร์ล เอส บัค กล่าวว่า เด็กเหล่านี้เกิดในไต้หวันเหมือนเด็กไต้หวันทั่วๆไป แต่เนื่องจากมารดาเป็นชาวต่างชาติที่ส่วนใหญ่ยังต้องเรียนรู้ภาษาจีน ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมไต้หวัน ทำให้เด็กเหล่านี้เรียนรู้ภาษาจีนได้ช้ากว่าเด็กทั่วไป ซึ่งในส่วนนี้ทางโรงเรียนต้องจัดให้มีการเพิ่มการฝึกฝนและ เรียนรู้ ขณะเดียวกันผู้คนในสังคมก็ควรให้ความสนใจและให้ความช่วยเหลือด้วย
 

ปีที่แล้วบริษัทเอกชนในไต้หวันปิดกิจการไปสี่หมื่นราย ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

จากสถิติล่าสุดของกระทรวงเศรษฐการ ไต้หวันพบว่าณ สิ้นเดือน พย. ปีที่แล้วมีบริษัทเอกชนของไต้หวันจำนวน 40,800 รายปิดกิจการ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากรวมเดือน ธค. ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีซึ่งเป็นช่วงที่มักมีการปิดตัวลงของบริษัทที่ประสบภาวะขาดทุนแล้ว คาดว่าตัวเลขน่าจะสูงกว่านี้มาก

กระทรวงเศรษฐการเปิดเผยว่า เมื่อสิบปีที่แล้วทุกปีจะมีบริษัทเอกชนปิดกิจการประมาณปีละ 20,000 แห่ง ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเพิ่มเป็นปีละ 30,000 กว่าราย การที่ปี พศ. 2550 ที่ผ่านมาจำนวนบริษัทที่ปิดกิจการเพิ่มมากขึ้นจนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้นสาเหตุสำคัญเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นไม่หยุด ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การบริโภคภายในประเทศไม่กระเตื้องขึ้น อย่างไรก็ดีเนื่องจากบริษัทที่ปิดกิจการส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่ใช้เงินทุนไม่มาก และสามารถปรับเปลี่ยนไปลงทุนในธุรกิจอื่นได้ง่าย สำหรับประเภทธุรกิจที่ปิดกิจการมากที่สุดคือ อุตสากรรมการผลิต 5,820 รายรองลงมาคือธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก 5,792 ราย อันดับสามบริษัทก่อสร้าง 4,739 ราย
 
 

picture

picture

picture

picture

Radio Taiwan International
No.55 Pei An Road Taipei, Taiwan. R.O.C.
www.rti.org.tw