| |
|
ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ |
|
 |
|
|
|
2008/01/03 |
| |
|
รมว.กต.ไต้หวันเยือนมาลาวีด่วน
เหตุความสัมพันธ์ไต้หวันและมาลาวีสั่นคลอน |
นายหวงจื้อฟาง
(黃志芳) รมว.กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน
เดินทางไปยังมาลาวี ประเทศพันธมิตรในแอฟริกาอย่างเร่งด่วนเมื่อค่ำวันที่
2 ม.ค. ขณะที่นางเย่เฟยปี่
ผู้แทนโฆษกกระทรงการต่างประเทศไต้หวัน
กล่าวยืนยันในวันนี้ (3 ม.ค.)ว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและมาลาวีตกอยู่ในภาวะไม่มั่นคง
นางเย่เฟยปี่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน
มีแผนเดินทางเยือนมาลาวี
เพื่อเปิดการเจรจาทวิภาคีระหว่างกัน
แต่ต้องเลื่อนกำหนดออกไป เนื่องจากขณะนั้น
มาลาวีอยู่ในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่พอดี
จนเมื่อค่ำวานนี้ (2 ม.ค.) นายหวงจื้อฟาง
ถึงออกเดินทางเพื่อไปยังมาลาวี
โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแสดงให้มาลาวีเห็นถึงความจริงใจของไต้หวัน
และหวังว่าจะสามารถรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองฝ่ายไว้ได้
นางเย่เฟยปี่ ระบุว่า ไต้หวันและมาลาวี
มีโครงการความร่วมมือต่างๆ มากมาย
ด้านมาลาวีเองก็มีโครงการพัฒนาประเทศใหม่ๆ
หลายโครงการ เราหวังว่า จากการเจรจาครั้งนี้
หากมาลาวีต้องการความช่วยเหลือด้านใด
ทางเราจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เท่าที่จะสามารถทำได้
เราเปิดเผยต่อมาลาวีมาโดยตลอดว่า
ไต้หวันเป็นมิตรที่ดีที่สุดของมาลาวี
โครงการความร่วมมือทั้งหมด
เป็นโครงการที่ทำขึ้นเพื่อประชาชนชาวมาลาวี
ดังนั้น ในสถานการณ์ตอนนี้
เราใช้ความพยายามอย่างที่สุด
โดยที่ยังคงระมัดระวังและติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ
อย่างใกล้ชิด พร้อมชี้ว่า นายหวงจื้อฟังจะพยายามในการรักษาความสัมพันธ์กับมาลาวีอย่างเต็มที่
โดยที่จะไม่มีการหว่านเงินเพื่อแข่งขันกับจีนแผ่นดินใหญ่เด็ดขาด
ช่วงที่ผ่านมา สื่อมวลชนมาลาวีและปักกิ่ง
ได้รายงานข่าวเป็นระยะ ๆ ว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับมาลาวีตกอยู่ในภาวะไม่มั่นคง
อาทิ จีนแผ่นดินใหญ่
มอบเงินช่วยเหลือแก่มาลาวีกว่า 6
พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะรัฐบาลมาลาวี 2 คน รวมถึง
ประธานาธิบดีและรัฐมนตรีอุตสาหกรรมเหมืองแร่และพลังงาน
กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจารายละเอียดการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับปักกิ่ง
แต่รัฐบาลมาลาวีและเอกอัครราชทูตมาลาวีประจำไต้หวัน
ได้รับรองต่อกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน
มาตลอดว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและมาลาวีไม่เปลี่ยนแปลง |
|
| |
|
บราซิลงดออกวีซ่านักท่องเที่ยวให้ไต้หวัน กต.ไต้หวันจับตาใกล้ชิด |
กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน เปิดเผยว่า
สำนักงานการค้าบราซิลประจำไทเป
มีสถานะเทียบเท่ากับสถานทูตบราซิลไต้หวัน
ระงับการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง
ประเภทนักท่องเที่ยว
ให้กับประชาชนไต้หวันที่จะเดินทางไปยังบราซิลเป็นการชั่วคราว
โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจากรัฐบาลบราซิล
และเป็นมาตรการที่บราซิลใช้กับไต้หวันเท่านั้น
ซึ่งขณะนี้
ทางกระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุการระงับการออกวีซ่าดังกล่าว
นางเย่เฟยปี่ ผู้แทนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
ระบุว่า ไต้หวันจะเร่งเจรจากับทางบราซิล
ให้มอบสิทธิและประโยชน์กลับคืนแก่ประชาชนไต้หวัน
เนื่องจากได้สร้างความไม่สะดวกให้กับคนไต้หวันอย่างมาก
โดยจากข้อมูลล่าสุดที่ทราบมา คือ
บราซิลเลือกปฏิบัติมาตรการดังกล่าวต่อไต้หวันเพียงประเทศเดียว
นางเย่เฟยปี่ ย้ำว่า
ไต้หวันและรัฐบาลบราซิลต่างปฏิบัติตามหลักการของผลตอบแทนการตรวจลงตราระหว่างกัน
โดยขณะนี้
รัฐบาลบราซิลได้ระงับการออกวีซ่าประเภทนักท่องเที่ยว
แต่ไม่มีผลต่อการออกวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว
พร้อมระบุว่า
ขณะนี้ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่ทางบราซิลระงับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยวให้กับไต้หวันเพียงฝ่ายเดียว
และไม่มีความจำเป็นที่จะคาดคะเนใดๆ
กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งสำนักงานตัวแทนไต้หวันประจำบราซิล
ทำการเจรจากับรัฐบาลบราซิลแล้ว และหวังว่า
จะสามารถทราบถึงเหตุผลที่รัฐบาลบราซิลตัดสินใจเช่นนี้
ทั้งนี้ เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว
สำนักงานการค้าบราซิลประจำไต้หวัน ได้เคยประกาศว่า
จะมีการระงับการตรวจลงตราเป็นการชั่วคราว
หลังจากมีการใช้เอกสารสำหรับการตรวจลงตราหมดลง
ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม
ไต้หวันและบราซิลไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน
|
|
| |
|
ซีแอลเอชี้
นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แรงงานต่างชาติครบตามจำนวน |
คณะกรรมการการแรงงาน(CLA) สภาบริหารไต้หวัน
ประกาศการแก้ไขกฎหมาย การว่าจ้างแรงงานต่างชาติ
ในวันที่ 3ม.ค. โดยกำหนดให้
นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับแรงงานต่างชาติครบตามจำนวน
หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ
ที่แรงงานต่างชาติต้องรับภาระ
ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าว จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่
5 ม.ค.นี้
ซีแอลเอชี้ว่า การแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว
เป็นการส่งเสริมให้นายจ้างมีการว่าจ้างแรงงานต่างชาติโดยตรง
และเป็นการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และความปลอดภัยในที่พักอาศัยให้กับแรงงานต่างชาติด้วย
ประเด็นสำคัญของการแก้ไขร่างกฎหมายครั้งนี้ ได้แก่
การคุ้มครองไม่ให้แรงงานต่างชาติถูกหักค่าใช้จ่ายเกินจริง
ในสัญญาการจ้างงาน
ต้องมีการกำหนดวิธีจ่ายเงินค่าจ้าง
และระบุรายละเอียดรวมทั้งจำนวนเงิน
ในส่วนที่ลูกจ้างต้องรับภาระทั้งหมด อาทิ
อัตราการจ่ายเงินสมทบประกันสุขภาพและประกันภัยแรงงาน
การเสียภาษีเงินได้ และค่าที่พักและอาหาร เป็นต้น
ซึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว
นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือทั้งหมดให้กับแรงงานต่างชาติโดยตรง
หากนายจ้างใช้วิธีการจ่ายเงินค่าจ้างแบบอื่นๆ
นายจ้างควรแนบหลักฐานการจ่ายค่าจ้างที่เกี่ยวข้องให้กับลูกจ้างเก็บไว้หนึ่งชุด
และนายจ้างเก็บไว้เองหนึ่งชุด
ซึ่งหากนายจ้างไม่มีการจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือครบตามจำนวน
หน่วยงานเกี่ยวข้องมีอำนาจสั่งการให้นายจ้างชำระเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด
เพื่อให้แรงงานต่างชาติได้รับความคุ้มครองด้านความปลอดภัยในที่พักอาศัยและปรับมาตรฐานการตรวจสอบของรัฐบาลท้องถิ่นให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
ได้เพิ่มระเบียบว่า
นายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติให้มาทำงานในภาคการผลิต
ภาคการก่อสร้างและผู้อนุบาลต่างๆ
ต้องมอบแปลนก่อสร้างที่พักอาศัยของแรงงานต่างชาติที่ผ่านการอนุมัติตามกฎหมาย
ต่อหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่ ภายใน 3 วัน
หลังจากแรงงานต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวัน หรือ
มีการว่าจ้าง
เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบตามระเบียบข้อบังคับในการดูแลบริหารจัดการคนงาน
นอกจากนี้ ในกรณีที่นายจ้างเดิม
เป็นผู้ยื่นเรื่องขอว่าจ้างแรงงานต่างชาติที่เคยว่าจ้าง
โดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางานเอกชนต่างๆ
และยื่นขอต่อคณะกรรมการการแรงงานด้วยตนเอง
แรงงานต่างชาติไม่จำเป็นต้องแนบเอกสารประกอบการยื่นขอตรวจลงตราหนังสือเดินทาง
เพื่อเดินทางมาไต้หวัน อาทิ
หลักฐานแสดงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
หนังสือรับรองพลเมืองดีเป็นต้น
จึงช่วยเพิ่มความสะดวกได้มากขึ้น |
|
| |
|
ปี50 มูลค่านำเข้าส่งออกไต้หวันแตะ 4 แสน 5
หมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแท่นอันดับ 15
ของโลก |
กรมการค้าไต้หวัน เผยสถิติล่าสุด ระบุ
ยอดการค้าต่างประเทศของไต้หวันเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.
ปี 2550 สูงถึง 4 แสน 5 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดปีนี้
ยอดการค้ารวมแตะ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐแน่นอน
กรมการค้าไต้หวันเปิดเผยว่า เมื่อปี 2549
ไต้หวันเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 16
ของโลก และขยับเพิ่มเป็นอันดับ 15 ในปีที่แล้ว
โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 28 ธ.ค. 2550
ไต้หวันมีมูลค่าการค้าต่างประเทศมากถึง 459,730
ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออก 242,470
ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 217,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เกินดุลการค้ากว่า 252,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กรมการค้าไต้หวัน มองว่า
ผลกระทบจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์สหรัฐและปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น
ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดความผันผวน
แต่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น
หลังจากสหรัฐหันมาใช้นโยบายลดดอกเบี้ยและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าตลาด
สภาวะเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น
ยังขยายตัวคงที่
ส่วนสหรัฐมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดไว้
ขณะที่เศรษฐกิจในจีนแผ่นดินใหญ่และประเทศกำลังพัฒนา
มีอัตราเติบโตรวดเร็วต่อเนื่อง
โดยในไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว
เศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว
ปัจจัยจากเศรษฐกิจที่เติบโตดีขึ้น
ส่งผลให้การค้าทั่วโลกขยายตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับในไต้หวัน
การส่งออกนับเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไต้หวันเติบโต
โดยในปี 2548
การค้าต่างประเทศมีส่วนช่วยเกื้อหนุนเศรษฐกิจของประเทศประมาณร้อยละ
77 แม้ปี 2549 จะลดต่ำลง
แต่ยังอยู่ที่ระดับมากกว่า ร้อยละ 55 อย่างไรก็ตาม
ขณะนี้มีการคาดการณ์กันว่า
การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มหดตัวลง
แต่กรมการค้าไต้หวัน เชื่อมั่นว่า
การส่งออกของไต้หวันมีแนวโน้มและทิศทางที่สดใส
โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตส่งออกของปีนี้ไว้ที่ร้อยละ
8 และคาดว่าจะมียอดการค้ารวมแตะ 5
แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ |
|
| |
|
4
ม.ค. นี้ เมาแล้วขับปรับหนัก 1 แสน 5 หมื่น
เหรียญเอนที |
ไต้หวันเพิ่มโทษเมาแล้วขับ ปรับหนักกว่าเดิม
โดยตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2551 เป็นต้นไป
ตรวจพบผู้ขับขี่เมาแล้วขับ มีโทษปรับสูงสุด
150,000 เหรียญเอนที
สภานิติบัญญัติไต้หวัน
ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตราที่ 185 ข้อ 3
โดยหากตรวจพบผู้ขับขี่มีระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจ
เกินกว่า 0.55 มิลลิกรัม
หรือมีระดับของแอลกอฮอล์ในเลือด 0.11%
ถือว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนระเบียบขับรถแล้วดื่มสุรา
มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 150,000
เหรียญเอนที หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งประธานาธิบดีได้มีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวเมื่อวันที่
2 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 4
ม.ค. ศกนี้
ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไต้หวัน
ได้สั่งการให้หน่วยงานตำรวจทุกแห่ง
ทำการสุ่มตรวจแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่พร้อมกันทั่วประเทศ
โดยเริ่มตั้งแต่ค่ำวันที่ 4 ม.ค. จนถึงเวลา 06.00
น. ของวันที่ 5 ม.ค.
โดยกรมตำรวจทางหลวงจะช่วยเหลือตำรวจท้องที่
ตั้งจุดตรวจตามด่านเก็บเงินบนทางด่วนและถนนวงแหวนต่างๆ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เปิดเผยสถิติการจับกุมกรณีเมาแล้วขับ ตั้งแต่เดือน
ม.ค. พ.ย. 2550 ยอดการจับกุมทั้งหมด 128,107 ราย
นำส่งฟ้องศาล 44,748 ราย
มียอดการจับกุมและนำส่งฟ้องศาลเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วระยะเดียวกัน
22,149 ราย และ 10,868 ราย ตามลำดับ
โดยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน
ซึ่งมีสาเหตุจากการเมาแล้วขับ 529 ราย ลดลงจากปี
2548 130 ราย
เป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเข้มงวดเรื่องเมาแล้วขับมากขึ้น |
|
| |
|
ไต้หวันสุดไฮเทค
เปลี่ยนใบขับขี่ได้ที่ร้านสะดวกซื้อ |
ก่อนหน้านี้ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม
สภาบริหารไต้หวัน
ได้ร่วมกับผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ 7-ELEVEN และ
Hi-Life
เปิดบริการรับยื่นคำร้องขอเปลี่ยนใบขับขี่และต่ออายุทะเบียนรถ
โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. ปีที่แล้ว
โดยหลังจากผู้ยื่นคำร้องชำระค่าธรรมเนียมที่ร้านสะดวกซื้อแล้ว
จะต้องส่งรูปถ่ายและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปยังกองการขนส่งทางบกผ่านทางการไปรษณีย์ไต้หวันอีกครั้ง
ซึ่งขณะนี้มีผู้ใช้บริการดังกล่าวมากกว่า 700
คนแล้ว
เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนมากขึ้น
กรมทางหลวง
จับมือกับผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อเพรสซิเด้นท์
ซึ่งเป็นเจ้าของ 7-ELEVEN กว่า 4,400
สาขาทั่วไต้หวัน
เปิดให้บริการสแกนรูปถ่ายและเอกสารสำหรับใช้ยื่นขอเปลี่ยนใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์
เพิ่มเติมจากการรับคำร้องตามปกติ
ซึ่งเครื่องจะทำการส่งข้อมูลทั้งหมดต่อไปยังกองการขนส่งโดยตรง
ลดขั้นตอนการส่งรูปถ่ายและเอกสารเกี่ยวข้อง
ซึ่งจากเดิมผู้ยื่นคำร้องจะต้องไปส่งที่การไปรษณีย์ไต้หวันอีกครั้ง
แม้ค่าธรรมเนียมการขอเปลี่ยนใบขับขี่ผ่านร้านสะดวกซื้อ
จะสูงกว่าการไปยื่นเรื่องที่กองการขนส่งทางบกโดยตรง
55 เหรียญเอนที
แต่ผู้ยื่นเรื่องสามารถรับใบขับขี่ใบใหม่ได้ภายใน
7 วัน
กรมทางหลวงเปิดเผยว่า โดยปกติ
ผู้ขับขี่สามารถยื่นเรื่องขอเปลี่ยนใบขับขี่ล่วงหน้าได้ก่อนวันหมดอายุ
2 เดือน
หากใบขับขี่หมดอายุไปแล้วก็สามารถยื่นเรื่องผ่านร้านสะดวกซื้อได้เช่นกัน
แต่หากใบขับขี่ถูกยึด หรือยังไม่ได้ชำระค่าปรับ
หรือใบขับขี่ประเภทประกอบอาชีพ
ไม่สามารถยื่นเรื่องผ่านร้านสะดวกซื้อได้
แต่สามารถจ่ายค่าปรับได้ที่ร้านสะดวกซื้อ
และหากจ่ายค่าปรับแล้ว
ก็สามารถยื่นเรื่องขอรับคืนใบขับขี่ได้เช่นกัน
|
|
| |
|
|
|
|