picture

picture

picture

picture

 

ข่าวน่าสนใจสำหรับคู่สมรสและแรงงานต่างชาติ

picture

 
2007/06/06
 

ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างต่างไม่พอใจต่อการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล

จากการที่คณะรัฐมนตรีของไต้หวันอนุมัติข้อเสนอของคณะกรรมการการแรงงานหรือ CLA ให้ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ในอัตราส่วน 9.09% โดยปรับเพิ่มเดือนละ 1,440 เหรียญไต้หวัน ส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 15,840 เหรียญ ปรับเพิ่มเป็น 17,280 เหรียญไต้หวัน และอนุญาตให้ค่าจ้างรายชั่วโมงจากเดิมชั่วโมงละ 66 เหรียญเพิ่มเป็น 95 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 2550 นี้เป็นต้นไป

และเพื่อจะผ่อนเบาภาระของนายจ้าง CLA ประกาศมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง 5 ประการดังนี้
     1. รัฐบาลจะให้การอุดหนุนด้านค่าจ้างชั่วโมงละ 10 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงาน 1 คน สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก เช่นร้านสะดวกซื้อ ร้านขายส่งขนาดใหญ่ ร้านอาหาร โรงแรมและปั้มน้ำมัน ฯลฯ ที่ว่าจ้างแรงงานจำนวนไม่เกิน 50 คน จ่ายค่าจ้างทำงานเป็นรายชั่วโมงและแต่ละสัปดาห์ทำงานไม่เกิน 32 ชั่วโมง
     2. ให้เงินอุดหนุนผู้ประกอบการที่ว่าจ้างแรงงานพิการและทุพพลภาพเข้าทำงานต่อเนื่องกัน 3 เดือนขึ้นไป โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้นายจ้างเดือนละ 5,000 เหรียญ หรือชั่วโมงละ 10 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานพิการ 1 คน ทั้งนี้ เงินช่วยเหลือดังกล่าวไม่เกิน 12 เดือน
3. CLA จะให้ความช่วยเหลือแรงงานท้องถิ่นที่ตกงาน ด้วยการจัดหางาน ให้การฝึกอบรมวิชาชีพฟรี และจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับแรงงานที่ว่างงาน
     4. อนุญาตให้นายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติเก็บค่าอาหารและที่พักจากแรงงานต่างชาติจากเดิมไม่เกิน 4,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน เป็น 5,000 เหรียญไต้หวัน
     5. CLA จะขยายความช่วยเหลือนายจ้างในการฝึกอบรมพนักงาน นายจ้างที่จัดโครงการฝึกอบรมพนักงานของตน สามารถเบิกงบประมาณสนับสนุนจาก CLA ได้ในอัตราส่วนสูงสุด 80% นั้น
ปรากฏว่าไม่ได้สร้างความพึงพอใจให้แก่ทั้งกลุ่มแรงงานและนายจ้าง นายเฉินเจ๋ ประธานสหพันธ์
แรงงานของไต้หวันกล่าววิจารณ์รัฐบาลว่า มาตรการผ่อนเบาภาระของนายจ้าง 5 ประการข้างต้น เป็นการนำเงินภาษีของประชาชนไปช่วยเหลือนายทุน และเป็นการซื้อเสียงอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ การที่รัฐบาลอนุญาตให้นายจ้างหักเงินค่าอาหารและที่พักจากแรงงานต่างชาติจากเดิมไม่เกิน 4,000 เหรียญไต้หวัน เป็น 5,000 เหรียญไต้หวัน ถือเป็นการอนุญาตให้นายจ้างขูดรีดแรงงานต่างชาติของตนซึ่งเป็นกลุ่มด้อยโอกาสด้วยการลดเงินค่าจ้างของพวกเขา

ด้านประธานสมาพันธ์ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือ SME นายหลิน ปิ่งซันแถลงว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกว่า 250,000 ราย ครองสัดส่วน 1ใน 4 ของธุรกิจในไต้หวัน และก่อนหน้านี้ รัฐบาลเพิ่งประกาศให้นายจ้างต้องชำระเงินเข้ากองทุนเลี้ยงชีพของลูกจ้างในสัดส่วนเพิ่มขึ้น หากรวมกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ ต้นทุนของธุรกิจในไต้หวันเพิ่มขึ้นกว่า 24% ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ต้องประสบกับภาวะใกล้ล้มละลาย ขณะที่ฝ่ายแรงงานก็ไม่ได้รับประโยชน์มากนัก

แต่ CLA แถลงว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ ซึ่งเป็นการปรับครั้งแรกในรอบ 10 ปี แม้จะไม่
สามารถทำให้ทุกฝ่ายพอใจ แต่ก็ยอมรับได้ โดยหากนำตัวเลขที่ปรับขึ้น 1,440 เหรียญไต้หวันต่อเดือนมาเฉลี่ยกับช่วงเวลาที่ไม่มีการปรับมาเป็นเวลา 10 ปี จะเห็นได้ว่า มีการปรับขึ้นเพียงปีละ 144 เหรียญเท่านั้น ถือว่าเป็นอัตราส่วนที่ไม่มาก แรงงานทั่วไปได้รับผลประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ไม่มากนัก ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ก็คือผู้ที่ทำงานโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง
 

ไต้หวันเตรียมปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 17,280 ตั้งแต่ 1 ก.ค. นี้

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของไต้หวันอนุมัติข้อเสนอของคณะกรรมการการแรงงานหรือ CLA ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ในอัตราส่วน 9.09% โดยปรับเพิ่มเดือนละ 1,440 เหรียญไต้หวัน ส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 15,840 เหรียญ ปรับเพิ่มเป็น 17,280 เหรียญไต้หวัน และอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าจ้างรายชั่วโมงจากเดิมชั่วโมงละ 66 เหรียญเพิ่มเป็น 95 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 2550 นี้เป็นต้นไป และเพื่อจะผ่อนเบาภาระของนายจ้าง CLA ประกาศมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง 5 ประการดังนี้
     1. รัฐบาลจะให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการด้านค่าจ้างชั่วโมงละ 10 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงาน 1 คน สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายส่งขนาดใหญ่ ภัตตาคาร โรงแรมและปั้มน้ำมัน ฯลฯ ที่ว่าจ้างแรงงานจำนวนไม่เกิน 50 คน จ่ายค่าจ้างทำงานเป็นรายชั่วโมงและแต่ละสัปดาห์ทำงานไม่เกิน 32 ชั่วโมง
     2. ให้เงินช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ว่าจ้างแรงงานพิการและทุพพลภาพเข้าทำงานต่อเนื่องกัน 3 เดือนขึ้นไป โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้นายจ้างเดือนละ 5,000 เหรียญ หรือชั่วโมงละ 10 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานพิการ 1 คน ทั้งนี้จะให้ เงินช่วยเหลือดังกล่าวไม่เกิน 12 เดือน
     3. CLA จะให้ความช่วยเหลือแรงงานท้องถิ่นที่ตกงาน ด้วยการจัดหางาน ให้การฝึกอบรมวิชาชีพฟรี และจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับแรงงานที่ว่างงาน
     4. อนุญาตให้นายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติเก็บค่าอาหารและที่พักจากแรงงานต่างชาติจากเดิมไม่เกิน 4,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน เป็น 5,000 เหรียญไต้หวัน
     5. CLA จะขยายความช่วยเหลือนายจ้างในการฝึกอบรมพนักงาน นายจ้างที่จัดโครงการฝึกอบรมพนักงานของตน สามารถเบิกงบประมาณสนับสนุนจาก CLA ได้ในอัตราส่วนสูงสุด 80%
 
CLA แถลงว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ ซึ่งเป็นการปรับครั้งแรกในรอบ 10 ปี แม้จะไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพอใจ แต่ก็ยอมรับได้ โดยหากนำตัวเลขที่ปรับขึ้น 1,440 เหรียญไต้หวันต่อเดือนมาเฉลี่ยกับช่วงเวลาที่ไม่มีการปรับมาเป็นเวลา 10 ปี จะเห็นได้ว่า มีการปรับขึ้นเพียงปีละ 144 เหรียญเท่านั้น ถือว่าเป็นอัตราส่วนที่ไม่มาก แรงงานทั่วไปได้รับผลประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ไม่มากนัก ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ก็คือผู้ที่ทำงานโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง
 

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับ 9.09% เริ่มเดือนหน้า

นรม.จางจวิ้นโสงประกาศในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 6 ว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่มีการปรับเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550 ปรับเพิ่ม 9.09%

นายจางจวิ้นโสงกล่าวว่า “หลังการพิจารณาด้านความเป็นอยู่ของแรงงาน และความสามารถในการแข่งขัน ดัชนีภาวะสินค้า ตลอดจนการร่วมรับประโยชน์จากอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ สภาบริหารตัดสินใจปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็น 17,280 เหรียญไต้หวัน ส่วนค่าจ้างรายชั่วโมงเพิ่มเป็น 95 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 9.09%๐”

ที่ผ่านมา 25 เมษายน 2550 อดีต นรม ซูเจินชางเปิดเผยว่า จะปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550 และคณะกรรมการกิจการแรงงานได้เสนอให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำระหว่าง 7.5% - 9.5% ในที่สุดเสนอให้ปรับ 9.09% อัตราค่าจ้างขั้นต่ำจาก 15,840 เหรียญไต้หวัน เพิ่มเป็น 17,280 เหรียญไต้หวัน อัตราค่าจ้างรายชั่วโมงเพิ่มจาก 66 เหรียญไต้หวัน เป็น 95 เหรียญไต้หวัน

การปรับค่าจ้างในครั้งนี้ คณะกรรมการกิจการแรงงานเห็นว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ทำให้แรงงานจำนวน 141,000 คนได้รับประโยชน์ รวมทั้งแรงงานต่างชาติ ผู้ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุซึ่งกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงนี้จะไม่กระทบต่อภาวะราคาสินค้า ซึ่งส่งผลต่อดัชนีผู้บริโภคในอัตราที่ต่ำมาก

ราคาผักผลไม้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ดัชนีผู้บริโภคลดลง 0.03%

ในวันที่ 5 สำนักงบประมาณประกาศตัวเลขดัชนีผู้บริโภค ถึงแม้จะสูงกว่าเดือนเมษายน 0.21% แต่เทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้วลดลง 0.03% สำนักงบประมาณเปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญคือราคาผักผลไม้ลดลงมาก ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันบริโภคและแป้งสาลีจะเพิ่มขึ้น จึงทำให้ตัวถ่วงน้ำหนักอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่มลดลงด้วย ดัชนีผู้บริโภคจึงต่ำกว่าระยะเดียวกันของปีที่แล้ว และสภาพโดยรวมระดับราคาในปีนี้จะไม่ผันผวนรุนแรง

นายอู๋เจาหมิง (吳昭明) ผู้อำนวยการกอง 3 สำนักงบประมาณ กล่าวว่า “ดัชนีผู้บริโภคโดยรวม ราคาสินค้ายังมีความคงตัว การที่สินค้าจะเพิ่มราคาพร้อมกันทั้งหมดมีโอกาสน้อย หมวดสินค้าอาหารมีสัดส่วน 1 ใน 4 ของดัชนีผู้บริโภค การที่ราคาผักผลไม้ลดลงเป็นปัจจัยสำคัญ ถึงแม้สินค้าบางอย่างอาทิเช่น แป้งหรือน้ำมันบริโภค ราคาเพิ่มขึ้น”

ทบวงสาธารณสุขจะประกาศห้ามใช้ปรอท ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

ทบวงสาธารณสุขของไต้หวันจะประกาศห้ามใช้ที่วัดอุณหภูมิและเครื่องวัดความดัน ที่มีส่วนผสมของปรอท หรือสารมีพิษ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ในอนาคตหากโรงพยาบาลมีความจำเป็นต้องใช้ จะต้องยื่นขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ

ทบวงสาธารณสุขแถลงว่า ราคาปรอทวัดอุณหภูมิมีราคาถูกมาก และมีใช้อย่างแพร่หลาย ในแต่ละปีมีการใช้งานสูงถึง 520,000 อัน ประชาชนหาซื้อได้สะดวกจากร้านขายยาทั่วไป ราคาเพียงไม่กี่สิบเหรียญไต้หวัน และโรงพยาบาลมักจะแจกให้กับคนไข้ฟรีอีกด้วย สำหรับในส่วนของเครื่องวัดความดันในในแต่ละปีมีปริมาณการใช้งาน 4 หมื่นเครื่อง

ข้าราชการ ชี้ว่า หากประชาชนไม่ระมัดระวังทำให้ปรอทวัดอุณหภูมิแตก สารปรอทจะแพร่กระจายทำให้ภาวะแวดล้อมเป็นพิษ เมื่อปนเปื้อนในน้ำจะทำให้น้ำเป็นพิษ ไม่สามารถย่อยสลาย และปนเปื้อนสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ผ่านทบวงสาธารณสุขพยายามประกาศห้ามการใช้ปรอทวัดอุณหภูมิและเครื่องวัดความดัน แต่ปริมาณการใช้งานมีจำนวนสูงมาก ประกอบการเครื่องวัดอิเล็กทรอนิคส์ยังคงมีปัญหาในด้านความแม่นยำ”

กรมมาตรฐานสินค้าและกรมการค้าต่างประเทศของไต้หวัน ได้ออกระเบียบกำหนดว่าการจำหน่ายเครื่องวัดอุณหภูมิและความดันอิเล็กทรอนิคส์จะต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน เริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ดังนั้น ทบวงสาธารณสุขจะเริ่มประกาศการห้ามใช้ปรอทวัดอุณหภูมิและความดันโลหิตตั้งแต่ปีหน้าด้วยเช่นกัน

ม. เจียวต้า วิจัยม่านตาอิเล็กทรอนิคส์ จุดแสงสว่างให้คนตาดบอด

ในวันที่ 6 มหาวิทยาลัยเจียวทง (มหาวิทยาลัยการคมนาคม) แถลงว่า ได้มีการวิจัยม่านตาเทียมซิลิกอนชิบ (Artificial Silicon Retina Chip) กำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ 2 ของการทดลองใช้ในผู้ป่วย ในการทดลองช่วงที่ 1 ได้ช่วยแก้ปัญหาการเสื่อมโทรมของม่านตาที่เรียกว่าโรค Retinitis Pigmentosa, RP หรือ Age-Related Macula Degeneration, AMD ทำให้ผู้ป่วยเห็นแสงสว่างได้ หาประตูได้ แม้กระทั่งการข้ามถนนที่ทางม้าลาย ม. เจียวต้า เชื่อว่า การวิจัยดังกล่าวในอีก 5 ปีข้างหน้า จะสามารถผลิตวางจำหน่ายในตลาดได้ ในราคา 3-5 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ และเป็นการจุดแสงสว่างให้แก้คนตาพิการได้จำนวนมาก

นายหลิวเหวินไถ่ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยอุปกรณ์เลียนแบบอัจฉริยะ (Intelligent Prosthesis Research Center) กล่าวว่า “ในม่านตาจะแบ่งออกเป็นหลายชั้น ในชั้นหนึ่งเรียกว่า photoreceptor layer ความเจ็บป่วยจะทำลายชั้นม่านตาดังกล่าว แต่ประสาทต่าง ๆ ยังคงดีอยู่ หากทำปฏิกริยาแสง (by pass) ในชั้นนี้ ได้ จะกระตุ้นประสาทที่เหลืออยู่ นี่เป็นพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่จะพิสูจน์ว่าสัญญาณไฟจะกระตุ้นประสาทให้ฟื้นฟูการมองเห็นได้หรือไม่”
 
 

picture

picture

picture

picture

Radio Taiwan International
No.55 Pei An Road Taipei, Taiwan. R.O.C.
www.rti.org.tw